2. การที่กระทรวงพาณิชย์ พูดว่าเงินเฟ้อติดลบ เพราะราคาไฟฟ้า, พลังงาน, และน้ำมันลดลง, และเพราะมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล ความจริงตัวเลขเหล่านี้เป็นผล มิใช่เหตุ
3. เหตุที่ เงินเฟ้อติดลบคือ การเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจ มีน้อยกว่าการเพิ่มการผลิต (GDP) ตามทฤษฏี M*V = P*GDP เมื่อ M คือปริมาณเงินบาท, V คือจำนวนรอบของการหมุนของ M ใน1ปี, และ P คือระดับราคาของผลผลิต (GDP) การเปลี่ยนแปลงของ P คืออัตราเงินเฟ้อ
4. เงินเฟ้อเราที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อโลก ยังมีผลให้เงินบาทแข็งค่าด้วย เพราะค่าเงินบาท, e=P/Pw คืออัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับราคาเรา (P) หารด้วยราคาโลก (Pw) การที่อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาของนำเข้าในรูปเงินบาทลดลง จึงทำให้ราคาไฟฟ้า, พลังงาน, และน้ำมันลดลง รวมทั้งราคาสินค้านำเข้าจากจีนในรูปเงินบาทก็ลดลงด้วย ราคาสินค้าเหล่านี้ที่ลดลง จึงเป็นผล มิใช่เหตุ ที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง แต่มาตรการคนละครึ่ง ไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าต่อหน่วยลดลง บางแห่งแพงขึ้นด้วย (แน่นอนประชาชนจ่ายเงินลดลงเพราะรัฐช่วยจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง)
5. ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ด้วยนโยบายให้มีปริมาณเงินน้อยๆในระบบเศรษฐกิจ ยังไปทำให้ราคาสินค้าส่งออกและท่องเที่ยวแพงขึ้นหมดในสายตาคนต่างประเทศ ทำให้ขายไม่ได้ จึงไปลดการผลิต (GDP), ลดการลงทุน ลดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เศรษฐกิจโตต่ำ และประชาชนยากจนลง ดังนั้น เงินเฟ้อต่ำหรือติดลบ จึงทำให้ประเทศไม่พัฒนา ประชาชนยากจน (ในบางครั้งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากราคาสินค้านำเข้า เรียกว่าเงินเฟ้อด้านต้นทุน ซึ่งเป็นการปรับราคาของโลก ประเทศเล็กๆอย่างเราควรปล่อยให้ราคาปรับตามไป เรียกว่า "เงินเฟ้อโลกกำหนดเงินเฟ้อเรา" ไม่ควรไปขึ้นดอกเบี้ย เพราะจะทำให้รายได้ประชาชนลดลงไป แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงเพราะถูกกำหนดมาจากต่างประเทศ)
6. การนำราคาสินค้าเป็นราย Sector ของ GDP แล้วมารวมกันเป็นตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศ เป็นเพียงวิธีการหาข้อมูลทางสถิติ ไม่ควรนำมาใช้อธิบายว่าส่วนนั้นส่วนนี้มีเงินเฟ้อต่ำ ทำให้เงินเฟ้อรวมต่ำ การพูดเช่นนี้ เป็นการเอาผลมาอธิบายเหตุ เพราะ "เหตุแห่งปัญหาเงินเฟ้อติดลบ คือปริมาณเงินบาท เพิ่มน้อยกว่าการเพิ่มปริมาณผลผลิต" เราจึงควรเพิ่มปริมาณเงินบาทให้เท่าเทียมกับปริมาณเงินโลกที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อเราก็จะเป็น 3-4% เท่าๆกับเงินเฟ้อโลก ประเทศไทยก็จะเจริญเติบโตสูงขึ้น ประชาชนไทยจะมีรายได้และฐานะสูงขึ้น "รัฐบาลควรแก้ปัญหาที่เหตุ" ศ.สุชาติ กล่าวในที่สุด


