กาญจนบุรี - จนท.บุกป่าเดินเขาปลอมตัวเป็นชาวบ้าน 3 วัน 2 คืน ดักตะครุบ แก๊งลักลอบขุดดินร่อนแร่ทองคำ หลังกล้องวงจรปิดส่งสัญญาณความเคลื่อนไหว สุดท้ายทิ้งของวิ่งป่าราบอาศัยความมืดหลบหนีไปได้


กรณีนายชาคริต ตันพิรุฬห์ นายอำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีหนังสือ ด่วนที่สุด ไปถึงผู้ประกอบการร้านค้า ร้านของชำ ในพื้นที่บ้านโบอ่อง หมู่ 2 บ้านโพธิ์สามต้น หมู่ 3 บ้านปิล๊อกคี่ และกลุ่มบ้านเกริงแกละ หมู่ 4 ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ เพื่อขอความร่วมมือไม่รับซื้อแร่ทองคำที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิด หากฝ่าฝืนแล้วถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ ผู้ซื้ออาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดวิธีการร่อนแร่ หลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งและรับแจ้งการร่อนแร่ พ.ศ.2560 ฐาน "การซื้อแร่ การขายแร่ การครอบครองแร่ หรือการขนแร่ ต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรม
อุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่สามเท่าถึงห้าเท่าของมูลค่าแร่ หรือทั้งจำทั้งปรับ" รวมถึงดำเนินการใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขุดดินเพื่อร่อนหาแร่ทองคำภายในแม่น้ำแควน้อย พร้อมทั้งดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติระเบียบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 ประกอบกับประกาศกระทรวง
อุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดวิธีการร่อนแร่ หลักเกณฑ์ และวิธีการแจ้งและรับแจ้งการร่อนแร่ พ.ศ.2560 ห้ามบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในเขตพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 บาท  2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นผู้สื่อข่าวรายงานล่าสุดวันนี้ 4 ก.ย.68 นายชุติเดช กมนณชนุตม์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานจากนายยุทธพงค์  ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ว่า วันที่ 31 ส.ค.68 เวลากลางคืน เจ้าหน้าที่ได้รับสัญญาณแจ้งเตือนผ่านกล้อง
วงจรปิดที่ติดเอาไว้บริเวณป่าปิล๊อกคี่ หมู่ที่ 4 ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แปลงตรวจยึดเนื้อที่ 13-3-68 ไร่ จากการตรวจสอบพบกลุ่มบุคคลที่ลักลอบเข้าไปขุดดินร่อนหาแร่ทองคำเดินเข้าออกพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 10-15 คนดังนั้นในวันที่ 1 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 18.00 น.เจ้าหน้าที่จึงแต่งกายปลอมตัวเป็นชาวบ้านเพื่อไม่ชาวบ้านในพื้นที่สงสัย จากนั้นจึงนั่งเรือไปขึ้นฝั่ง แล้วเดินลัดเลาะไปตามป่าสันเขาอ้อมบ้านปิล๊อกคี่ที่เป็นป่ารกทึบ ผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมไปทางทิศตะวันตก ใกล้กับแปลง 13 ไร่ เจ้าหน้าที่จึงพักคอยเพื่อสังเกตพฤติกรรม กระทั่งเวลา 23.30
น.กล้องวงจรปิดจับภาพกลุ่มบุคคลเป็นชาย 5 คน แบกเป้สีฟ้าเอาไว้ด้านหลังค่อนข้างหนักต่อมาเวลาประมาณ 03.30 น.ของเช้าวันที่ 2 ก.ย.เจ้าหน้าที่สังเกตพบเห็นแสงไฟส่องสว่างของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเดินลงมาจากเขามุ่งหน้ามายังจุดที่เจ้าหน้าที่ดักซุ่ม เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังปิดล้อมเอาไว้ เมื่อได้จังหวะจึงแสดงตัวพร้อมส่งสัญญาณเรียกให้หยุดเพื่อขอตรวจค้น แต่เมื่อชายทั้ง 5 คนเห็นเจ้าหน้าที่ ได้ทิ้งสิ่งของแล้ววิ่งหลบหนีลงจากเขาอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ได้พยายามไล่ติดตามแต่ไม่ทัน เนื่องจากเวลาดังกล่าวเป็นกลางคืนจึงยากต่อการติดตามและจากการตรวจสอบสิ่งของที่ชายทั้ง 5 รายโยนทิ้งเอาไว้ มีจำนวน 8 รายการ ประกอบด้วย 1. กระสอบปุ๋ยสีฟ้าบรรจุดิน น้ำหนัก 18.9 กิโลกรัม จำนวน 1 ถุง 2. กระสอบปุ๋ยสีฟ้าบรรจุดิน น้ำหนัก 13 กิโลกรัม จำนวน 1 ถุง 3. กระสอบปุ๋ยสีฟ้า
บรรจุดิน น้ำหนัก 17 กิโลกรัม จำนวน 1 ถุง 4. กระสอบปุ๋ยสีฟ้าบรรจุดิน น้ำหนัก 14 กิโลกรัม จำนวน 1 ถุง 5. กระสอบปุ๋ยสีฟ้าบรรจุดิน น้ำหนัก 17 กิโลกรัม จำนวน จำนวน 1 ถุง6. เรียงร่อนแร่ จำนวน 1 อัน 7. เปล จำนวน 1 ผืน และ8. เป้กระสอบสีฟ้าสะพายหลัง จำนวน 5 ใบ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมเก็บเอาไว้เป็นของกลางจากนั้นวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จึงเร่งจดทำบันทึกเรื่องราว พร้อมนำของกลางส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ปิล๊อก เอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ทำการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดทั้ง 5 ราย มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ว่าด้วยการป่าไม้ ฐาน “ร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 และมาตรา 31 วรรคสอง (3)ฐาน “ร่วมกันเก็บหา กระทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่ง ดิน หิน กรวด ทราย แร่ หรือทรัพยากรอื่น หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 19 (2) และมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562ฐาน “ร่วมกันเข้าไปดำเนินกิจการใดๆ เพื่อหาผลประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามความในมาตรา 19 (6) และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา  ไหลวารินทร์

ใหม่กว่า เก่ากว่า