เพลง มณฑลบูรพา (บทร้องหลังสิ้นสุดกรณีพิพาทอินโดจีน)... มณฑลบูรพา เคยเป็นแดนของเรา..เสียมราฐ พระตะบองบ้านพี่เมืองน้องมาช้านาน แต่ครั้งโบราณก่อนเก่าไทย ชาติไทยใจเศร้าเลือดเนื้อเชื้อเผ่า เขามาพรากจากไปคอย ไทยเราเฝ้าคอยสามสิบปีไทยน้อย เฝ้าคอยหงอยเหงาต้องทุกข์ต้องรอ ปี พ.ศ. แปดสี่ดินแดนแห่งนี้ ได้อยู่คืนหลังดั่งเก่าครั้นเสร็จสงคราม ทุกข์ยังตามมาคอยฉุดคอยคร่า เพื่อนบูรพา พรากไปเสียจากไทยพี่น้องบูรพา ร่วมแผ่นพสุธาต้องอยู่ดังว่า ตราบดินฟ้าสิ้นไป …ข้างต้นนี้ เป็นบทเพลง "มณฑลบูรพา" เป็นเพลงปลุกใจที่แต่งโดยหลวงวิจิตรวาทการ เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงความเสียใจและความหวังที่จะได้ดินแดนในอดีตของไทยกลับคืนมา โดยเฉพาะดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลบูรพา ได้แก่ เสียมราฐ พระตะบอง และ เมืองอื่นๆ ในปัจจุบันอยู่ในประเทศกัมพูชา และ เมื่อเร็ว ๆนี้ เพจของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี : Prachinburi National Museum พร้อมภาพถ่ายหลักเขตแดนไทย - กัมพูชาที่ 50 ได้ระบุข้อความอธิบายประกอบภาพว่า ... กรณีที่ปรากฏกระแสข่าวเกี่ยวกับหลักเขตแดนไทย -กัมพูชา นั้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ขอนำเสนอบทความที่เคยตีพิมพ์ไว้แล้ว เมื่อปีพ.ศ. 2564 เรื่อง"หลักเขตแดนที่ 50” โบราณวัตถุชิ้นล่าสุดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ... "หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เป็นโบราณวัตถุชิ้นอีก 1หลักฐานชัดเจน ที่ระบุว่า “ไทย – กัมพูชา” ได้ปักปันเขตแดนแล้วตั้งแต่สมัย ร.5 ไม่ใช่เพิ่งปักปัน ตามที่นักการเมืองทั้งหลายกล่าวอ้างวาทกรรมกัน และหลักเขตไทยที่ตั้งอยู่ที่ด่านปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วปัจจุบันไม่ใช่ดินแดนกัมพูชาล้วนเป็นของไทยในปัจจุบัน นางสาววัชรี ชมภู ผอ.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี กล่าวว่า "หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา เป็นโบราณวัตถุชิ้นล่าสุด ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี มีขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร หนา 40 เซนติเมตร สูง 123 เซนติเมตรสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรับมอบจากจาก ทายาทของ พลเอกมังกร พรหมโยธี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559ต่อมาได้ส่งมอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 16กันยายน 2564หลักเขตแดนกรุงสยาม – กัมพูชา กั้นชายแดนระหว่างกรุงสยาม และกัมพูชาฝรั่งเศส โดยการดำเนินการปักปันเขตแดน ระหว่างปี พ.ศ. 2451 – 2452 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลักปูนซีเมนต์สี่เหลี่ยม ปลายตัดแหลม มีข้อความ 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย เขมร อังกฤษและฝรั่งเศส ปรากฏอยู่ทั้ง 4 ด้าน มีจำนวน 73 หลัก เริ่มต้นหลักที่ 1 ที่ บริเวณช่องเกล หรือช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีษะเกษ ไปทางทิศตะวันตกตามแนวเทือกเขาบรรทัดลงไปทางทิศใต้จนกระทั่งสิ้นสุดลงที่หลักที่ 73 บริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด กับบ้านจามเยียม จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันหลักเขตเหล่านี้มีอายุ 117 ปี นับจากปีที่เริ่มการปักปันเขตแดนสำหรับ หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม– กัมพูชา เดิมตั้งอยู่ที่ด่านปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 กองทัพฝรั่งเศสเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดนไทย ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2484 ไทยประกาศสงครามกับฝรั่งเศส แม่ทัพคือพลเอกมังกร พรหมโยธี ทัพไทยเปิดแนวรบโดยกองพลพายัพ กองทัพอีสาน กองทัพบูรพา กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ร่วมกันโจมตีอินโดจีนของฝรั่งเศสในทุก ๆ ด้านในที่สุดฝ่ายไทยมีท่าทีว่าจะชนะเด็ดขาด ญี่ปุ่นซึ่งมีฐานทัพอยู่ในอินโดจีนเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ยด้วยเกรงว่าหากไทยชนะจะเป็นอุปสรรคต่อการที่ญี่ปุ่นจะรุกรานลงใต้ ผลจากการไกล่เกลี่ยฝรั่งเศสยินยอมยกดินแดนที่เคยยึดไปจากไทยสมัยรัชกาลที่ 5 คืนให้ฝ่ายไทย โดยมีการลงนามในอนุสัญญา 3 ฝ่ายระหว่างไทย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น เมื่อวันที่9พฤษภาคม พ.ศ. 2484 หลักเขตแดนไทย-กัมพูชาที่อรัญประเทศจึงถูกยกเลิกหลักเขตหมายเลข 49 และ 50 ถูกถอนออกจากการรบในสงครามอินโดจีนครั้งนั้นทำให้ไทยสูญเสียกำลังพลทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน จำนวน 59 คน ต่อมาภายหลังรัฐบาลไทยจึงสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติ เทิดทูนวีรกรรมของผู้สละชีวิตในการปกป้องประเทศ สำหรับหลักเขตหมายเลข 49ได้มอบไว้แก่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ส่วนหลักเขตหมายเลข50 พลเอกมังกร พรหมโยธี ได้รักษาไว้และตกทอดสู่ทายาท ซึ่งภายหลังทายาทพลเอกมังกร พรหมโยธี ได้แก่ คุณเจตกำจร พรหมโยธี คุณกำจรเดช พรหมโยธี คุณอภิภู พรหมโยธี และคุณองคฤทธิ์ พรหมโยธี ได้มอบไว้ให้กรมศิลปากรเพื่อดูแลรักษา และเป็นสาธารณประโยชน์ในเผยแพร่ประวัติศาสตร์ชาติไทยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป และที่ จ.ปราจีนบุรียังมีค่ายพรหมโยธี เป็นชื่อค่ายทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ พันเอก หลวงพรหมโยธี (มังกร พรหมโยธี) อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองแม่ทัพบก และแม่ทัพภาคบูรพา ค่ายแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์และ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์กองพลทหารราบยานเกราะที่สมบูรณ์แบบในประเทศแห่งแรก นางสาววัชรี กล่าวบนหลักฐานชั้นต้นทางประวัติศาสตร์ทั้งโบราณวัตถุ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนี้ บ่งชี้ชัดเจนดินแดนไทย – กัมพูชา นั้น ได้ปักปันกันเสร็จสิ้นจบแล้ว ตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 ยังมีปมอันใดในการเรียกร้อง เพื่อปักปันเขตแดนอีก? ... หรือไทยเราจะยอมให้ถูกเฉือนดินแดนไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของลูกหลายพระยาละแวกมัน!... "หลักเขตแดนที่ 50 กรุงสยาม – กัมพูชา” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี จึง เป็นโบราณวัตถุอีก 1 ในหลักฐานชั้นต้น (Primary sources)เป็นหลักฐานที่มาจากยุคสมัยของเหตุการณ์นั้น ๆ (กรณีพิพาทอินโดจีน) หรือ สร้างขึ้นโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง ที่ระบุชัดเจนว่า ไทย – กัมพูชาปักปันเขตแดนแล้ว ตั้งแต่สมัย ร.5 ไม่ใช่เพิ่งปักปัน! รวมถึงหลักฐานเอกสารต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ อาทิ อนุสัญญา ระหว่าง สยามกับฝรั่งเศสแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทแห่งสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทรศก 112 (ค.ศ. 1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่น ๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 122 (ค.ศ. 1904) , สนธิสัญญา ระหว่าง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม กับ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ค.ศ. 1907) กับ พิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดน แนบท้ายสนธิสัญญา ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ค.ศ. 1907) และแผนที่ ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม กับ อินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ สนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” เป็นการตอกย้ำ! ยืนยันถึงในอดีตที่ผ่านมา ไทยกัมพูชา ได้มีการปักปันเขตแดนจบสิ้นสมบูรณ์ไปแล้วโดยสรุปมีหลัก เขตแดน ทั้งสิ้น 73 หลัก ตลอดแนวพรมแดน ไทยกัมพูชาดังกล่าว ปัญหาที่คนในชาติกลัวคือ คือ MOU 43 MOU 44 เป็นการรื้อฟื้นการปักปันเขตแดนไทยกัมพูชาขึ้นมาทำใหม่ หรือไม่ซึ่งจะส่งผล กระทบ ทำให้เกิดพรมแดนเส้นเขตแดนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมเกิดขึ้นภายหลัง การปักปันเขตแดน ยิ่งจะทำให้ ปัญหาเรื่องพรมแดน ปะทุเป็นความขัดแย้งตลอดแนวพรมแดนไทยกัมพูชา เพิ่มยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน กัมพูชานั้นต้องการเคลมดินแดนขยายเขตแดนเพิ่มพื้นที่อาณาเขตของตน การรื้อฟื้นการปักปัน เขตแดน ตามMOU 43 MOU 44 ไม่เป็นผลดี ต่อประเทศไทยแน่อนึ่ง MOU 43 (พ.ศ. 2543) เป็นกรอบ “สำรวจ–ปักปันเขตแดนทางบก” และตั้ง คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กำหนดให้ยึดเอกสารสนธิสัญญา 1904–1907 และหลักเขตเดิม 73 ตำแหน่งเป็นฐาน พร้อมทั้ง ห้ามทั้งสองฝ่ายทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายแดน เว้นแต่ภารกิจสำรวจร่วม ส่วน MOU 44 (พ.ศ. 2544) ว่าด้วย พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area: OCA) ในอ่าวไทย มีลักษณะเป็น “provisional arrangements / agreement to agree” เพื่อหาทางออกทั้งการแบ่งเขตกับการพัฒนาร่วม—ไม่ใช่เอกสารที่ยกอธิปไตยหรือปักเขตเด็ดขาดทันที และสอดคล้องหลักกฎหมายทะเลที่ให้คู่กรณีทำข้อตกลงชั่วคราวระหว่างเจรจา
### มานิตย์ สนับบุญ 081 -5583238- ราย / ณัฐนันท์ – ภาพ / ปราจีนบุรี











