จากการประชุมดังกล่าว สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ดังนี้
1. ทุกหน่วยงานต้องประสานความร่วมมือกัน โดยให้ เจ้าหน้าที่ ตม. และหน่วยที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับหากมีการปล่อยตัวคนไทย โดยให้เดินทางกลับเข้าประเทศได้ให้มากที่สุด และไม่มีข้อจำกัดจำนวนคนแต่ละวัน
2. การคัดกรองบุคคลที่เดินทางกลับเข้าประเทศไทย ต้องดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้คัดกรองบุคคลผู้มีหมายจับ หรือถูกแจ้งความ หากพบก็จะจับกุมดำเนินคดี โดยทุกคนต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ (Biometric) ของ สตม. และ บช.ก. และใช้เครื่องมือปฏิบัติการพิเศษตรวจเก็บข้อมูลพยานหลักฐานทางดิจิทัล (cellebrite) ของ บช.สอท., บช.ก. และ ภ.2 มาสนับสนุนภารกิจเพื่อจัดทำประวัติเก็บไว้ในฐานระบบข้อมูล ทั้งนี้ เพื่อสามารถติดตามตัวบุคคลดังกล่าวมาซักถามเพิ่มเติม หรือดำเนินคดีภายหลังได้
3. สถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อช่วงเช้าวันนี้
มีคนไทยมายืนรอที่หน้าด่านฝั่งกัมพูชาเพื่อรอกลับประเทศไทย รวมกว่า 100 คน แต่ไม่สามารถข้ามแดนกลับมาได้ โดยจากการข่าวทราบว่า กัมพูชายังไม่มีนโยบายปล่อยตัวคนไทย จากการคาดการณ์เบื้องต้น คาดว่ามีคนไทยที่ต้องการกลับประเทศประมาณ 7-8 พันคน (เป็นกลุ่มคนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศเอง ไม่ใช่กรณีร้องขอเดินทางกลับประเทศไทยแบบขอหนังสือเดินทางฉุกเฉินผ่านสถานทูต โดยมีการนัดแนะกันผ่านเฟซบุ๊ก) โดยขณะนี้ฝ่ายทางการของเมืองปอยเปต กัมพูชา กำลังอยู่ระหว่างประชุมหารือปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ
4. ตรวจความพร้อมและจัดเตรียมสถานที่ โดยใช้ ภ.จว.สระแก้ว เป็น ศูนย์ปฏิบัติการ และใช้ อาคารโรงยิม ม.บูรพา วิทยาเขตสระแก้ว เป็นสถานที่ดำเนินการคัดกรองบุคคล เพื่อดำเนินการกระบวนการคัดแยกเหยื่อจากขบวนการค้ามนุษย์ และส่งตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดำเนินคดีตามกฎหมาย และกำหนดให้มีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ทุกวัน



