โดยนางสาวอาลีนา ให้ข้อมูลว่า บ้านอยู่อำเภอละหานทรายแต่มาเรียนที่อำเภอนางรอง พอเรียนจบ จึงสมัครงานผ่านเฟซบุ๊กที่ร้านชาไข่มุกแห่งหนึ่ง เขาก็รับโดยขอเอกสารส่วนตัว หลังจากนั้นก็ได้เข้าทำงาน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยตกลงค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท ทำงานครบหนึ่งปี โดยปีแรกได้ค่าจ้างตรงทุกเดือน แต่ปีต่อมา นายจ้างเริ่มจ่ายค่าแรงล่าช้า บางครั้งทยอยจ่ายเพียงทีละ 100–200 บาท บางเดือนก็จ่ายไม่ครบ โดยอ้างว่าลูกค้าน้อยยอดขายลดลง ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2568 ตนได้ลาออก โดยทำงานในเดือนกันยายน รวม 14 วัน แต่ยังไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 4,200 บาท ก็พยายามทวงถามหลายครั้งเขาช่วงแรกเขาก็อ้างเหตุผลสารพัดว่าจำเป็นต้องใช้เงิน แล้วก็ผลัดไปเรื่อย กระทั่งเริ่มติดต่อไม่ได้จนถึงปัจจุบันผ่านไปเกือบ 2 เดือน
ด้านนางมาลัย ผู้เป็นแม่ บอกว่า รู้สึกสงสารลูกสาวที่ตั้งใจทำงานหาเงิน มาทำงานแต่เช้ากลับเย็น กว่าจะได้เงินแต่ละบาท แต่กลับถูกนายจ้างเบี้ยวค่าแรง บางวันตนต้องขี่มอไซด์จาก อ.ละหานทราย เอาข้าวมาให้ลูกสาวที่ อ.นางรอง เพราะกลัวลูกสาวไม่มีเงินซื้อกิน ก็อยากให้นายจ้างเห็นใจคนทำงาน อยากให้จ่ายค่าแรงที่ค้างอยู่ แล้วจะไม่ติดใจเอาเรื่อง
ขณะที่นายจักร์กฤษ ร่วมกูล ปลัดอำเภอฝ่ายศูนย์ดำรงธรรมอำเภอนางรอง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ แล้วจะเรียกนายจ้างที่ถูกร้องเรียนมาสอบถามข้อเท็จจริง และพูดคุยไกล่เกลี่ยตามกระบวนการ แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
จากนกั้นทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบร้านชาไข่มุกแห่งหนึ่งในอำเภอนางรอง ที่ถูกร้องเรียน เพื่อจะสอบถามข้อเท็จจริงอีกด้าน แต่พบว่าร้านปิดให้บริการ และไม่พบเบอร์ติดต่อเจ้าของร้านแต่อย่างใด
สุรชัย พิรักษา / บุรีรัมย์



