ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม โดยมี พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3, พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 สนธิกำลังร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายนอมินีในพื้นที่เป้าหมาย
พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการขยายผลคดีจับกุมหญิงชาวต่างชาติที่มีพฤติการณ์เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงคดีนอมินีที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก่อนที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีและตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก จนพบข้อมูลน่าตกใจเกี่ยวกับการใช้นิติบุคคลอำพรางการถือครองทรัพย์สินของชาวต่างชาติ
ผลการตรวจสอบพบว่า จังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลจดทะเบียนกว่า 76,343 ราย ในจำนวนนี้มีนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติถึง 28,463 ราย ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่ามีนิติบุคคลเข้าข่ายใช้ “นอมินี” มากถึง 14,264 ราย ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงในการใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทยการสืบสวนยังพบความผิดปกติของผู้ทำบัญชีชาวไทย 2 ราย ที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวนมากผิดสังเกต โดยรายหนึ่งถือหุ้นถึง 146 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 142 ล้านบาท และอีกรายถือหุ้น 40 บริษัท มูลค่าประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรี
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลสำคัญว่า มีกลุ่มชาวรัสเซียใช้เว็บไซต์ในประเทศของตนประกาศขายและปล่อยเช่าบ้านในประเทศไทย พร้อมโฆษณาหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่พัทยาว่าเป็น “หมู่บ้านของชาวรัสเซีย” เมื่อตรวจสอบเส้นทางการถือครองทรัพย์สิน พบการร่วมมือระหว่างชาวต่างชาติ คนไทย และผู้ทำบัญชี จัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อถือครองบ้านเดี่ยวในโครงการอสังหาริมทรัพย์ถึง 6 โครงการ รวมประมาณ 775 หลัง คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ผ่านนิติบุคคลถึง 495 บริษัท
การตรวจสอบเชิงลึกพบว่า ในจำนวนดังกล่าวมี 435 บริษัท เป็นนิติบุคคลต่างด้าว โดย 19 บริษัท เข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินี และอีก 14 บริษัท เป็นนิติบุคคลต่างด้าวที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ยังถือครองที่ดินในประเทศไทย จึงถูกกำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญในการเข้าตรวจค้นรวม 33 บริษัท
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีจึงดำเนินคดีกับกลุ่มชาวรัสเซียและผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเครือข่ายของ MR. I ซึ่งจัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านสำหรับขายต่อ และกลุ่มครอบครัว B ที่จัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านสำหรับปล่อยเช่า เข้าข่ายกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542, ประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยาออก หมายจับชาวรัสเซีย 4 ราย พร้อมออก หมายค้น 41 จุด ก่อนเปิดปฏิบัติการพร้อมกัน ผลสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 4 ราย พร้อมตรวจยึดเอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลไปยังเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามการใช้นอมินีหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย โดยเฉพาะการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย พร้อมย้ำว่าการดำเนินคดีจะยึดหลักพยานหลักฐาน ความโปร่งใส และความเป็นธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายไทย
พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศเดินหน้าขยายผลปราบปรามเครือข่ายนอมินีทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับการใช้นอมินีหรือทุนต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง




