วันนี้ (18 ก.ค. 69) นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ ณ ฝายทุ่งหลวง บ้านปางค่า ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย โดยมี นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนกรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค องค์การบริหารส่วนตำบลตับเต่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานสถานการณ์
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในพื้นที่ จ.เชียงราย ประสบปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในหลายอำเภอ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร ตลอดจนส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะ อ.เทิง ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เนื่องจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีปริมาณฝนตกสะสมเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับลำน้ำบางช่วงมีสภาพตื้นเขิน คับแคบ และมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ส่งให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง จนเกิดน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน โดยเฉพาะบริเวณฝายทุ่งหลวง บ้านปางค่า ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญให้กับพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง
รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ จ.เชียงราย บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณาแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซมฝายทุ่งหลวงให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งมอบหมายให้ สทนช. ติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และให้ข้อเสนอแนะพิจารณาเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป
เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝายทุ่งหลวงได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ และมักเกิดปัญหาน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงฤดูฝน โดยที่ผ่านมาองค์การบริหารส่วนตำบลตับเต่าได้บรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ด้วยการวางกระสอบทรายเป็นแนวคันกั้นน้ำชั่วคราว เพื่อเตรียมรับมือกับปริมาณฝนในปีนี้ก่อนการปรับปรุงระบบโครงสร้างอย่างถาวร ปัจจุบัน สทนช. ได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการปรับปรุงซ่อมแซมฝายทุ่งหลวงได้บรรจุเข้าสู่ระบบ Thai Water Plan เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2570 ทั้งนี้ สทนช.
จะประสานบูรณาการและติดตามการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปรับปรุงซ่อมแซมฝายทุ่งหลวงแล้วเสร็จโดยเร็ว นำไปสู่การพัฒนาแหล่งน้ำที่มีความมั่นคงแข็งแรง สอดรับกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนอีกด้วย
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในพื้นที่ จ.เชียงราย ประสบปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในหลายอำเภอ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตร ตลอดจนส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะ อ.เทิง ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เนื่องจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีปริมาณฝนตกสะสมเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับลำน้ำบางช่วงมีสภาพตื้นเขิน คับแคบ และมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ส่งให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง จนเกิดน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน โดยเฉพาะบริเวณฝายทุ่งหลวง บ้านปางค่า ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญให้กับพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง
รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้ จ.เชียงราย บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณาแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซมฝายทุ่งหลวงให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งมอบหมายให้ สทนช. ติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และให้ข้อเสนอแนะพิจารณาเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป
เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝายทุ่งหลวงได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ และมักเกิดปัญหาน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงฤดูฝน โดยที่ผ่านมาองค์การบริหารส่วนตำบลตับเต่าได้บรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ด้วยการวางกระสอบทรายเป็นแนวคันกั้นน้ำชั่วคราว เพื่อเตรียมรับมือกับปริมาณฝนในปีนี้ก่อนการปรับปรุงระบบโครงสร้างอย่างถาวร ปัจจุบัน สทนช. ได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการปรับปรุงซ่อมแซมฝายทุ่งหลวงได้บรรจุเข้าสู่ระบบ Thai Water Plan เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2570 ทั้งนี้ สทนช.
จะประสานบูรณาการและติดตามการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปรับปรุงซ่อมแซมฝายทุ่งหลวงแล้วเสร็จโดยเร็ว นำไปสู่การพัฒนาแหล่งน้ำที่มีความมั่นคงแข็งแรง สอดรับกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนอีกด้วย
.jpg)



















.jpg)
