กาญจนบุรี : ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เชิญหน่วยงานเกี่ยวข้อง ประชุมหารือแก้ไข

การบุกรุกพื้นที่สะพานอุตตมานุสรณ์ สางปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐ-จัดระเบียบแพสะพานมอญ ย้ำบูรณาการหน่วยงานเพื่อจัดระเบียบพื้นที่ใหม่ทั้งหมดภายในเวลา 3 เดือนจากกรณีที่คณะสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สะพานอุตตมานุสรณ์ อำเภอสังขละบุรี แสวงหาข้อเท็จจริงและเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่รัฐบริเวณสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) พร้อมตรวจสอบการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ หลังจากลงพื้นที่แล้ว ล่าสุดเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องประชุมยังศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อชี้แจงและหาเจ้าภาพต่อไปวันนี้ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบริเวณชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี นายทรงศักดิ์  สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมคณะ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเข้าประชุมรับฟังการชี้แจงพื้นที่บริเวณสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) ประกอบด้วย นายอำเภอสังขละบุรี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขื่อนวชิราลงกรณ รองนายเทศบาลวังก์กะ
ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่โดยในที่ประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อเร่งหาแนวทางบริหารจัดการพื้นที่แก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐบริเวณโดยรอบสะพานอุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) รวมถึงการจัดระเบียบแพในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมุ่งตรวจสอบกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการกับผู้ก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ อีกด้วยนายทรงศักดิ์   สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวชี้แจงในที่ประชุมขอให้มีเจ้าภาพพื้นที่เพื่อดำเนินการกับผู้ที่บุกรุกให้จริงจัง ไม่เช่นนั้นหากปล่อยไว้อนาคตจะแก้ไขยากยิ่งขึ้น ขอให้หน่วยงานเจ้าภาพ และฝากขอให้ดูแลประชาชนในท้องถิ่น อย่าให้เขาได้รับความเดือดร้อน สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจัง จะต้องแบ่งโซนไม่ใช่แออัดทำให้ทัศนียภาพบริเวณสะพานอุตตมานุสรณ์ หากปล่อยอนาคตจะสร้างความเสียหายแก่ผู้มาท่องเที่ยวทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้ชี้แจงว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม มีกว่า 7 แสน ไร่ ได้มอบให้เขื่อนวชิราลงกรณ ใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำของเขื่อน รวมถึงให้ทางสหกรณ์ทองผาภูมิ และสหกรณ์สังขละบุรี เป็นผู้ใช้ประโยชน์ และดูแลพื้นที่ แต่พื้นที่บางส่วนก็มีการบุกรุกขยายออกไป แพในอดีตลงทะเบียนไว้ 14 หลัง ปัจจุบันขยายไปกว่า 140 หลัง บางแพมีป้ายติดแจ้งการลงทะเบียน แต่ไม่ทราบว่าหน่วยงานใด
เป็นผู้อนุญาตจากการตรวจสอบพบว่า เจ้าของแพที่ลงทะเบียนไว้ เป็นเจ้าของ โดยอ้างว่าได้มีลูกหลานเพิ่มเติม จึงมีการขยายออกไป มีบ้างที่เป็นผู้ประกอบการรายใหม่เข้าไปดำเนินการ ดังนั้นในที่ประชุมได้ขอให้หน่วยงานเจ้าภาพดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 3 เดือน หลังจากนี้หากปล่อยไปอนาคตจะดูแลยาก และการประชุมในครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง โดยทางนายทรงศักดิ์   สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้กล่าวว่าจากการตรวจสอบพบการบุกรุกและการใช้พื้นที่ผิดกฎหมายใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่1. พื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 160 เมตร(เขตน้ำท่วมถึง) พบการลักลอบสร้างที่อยู่อาศัยถาวรจำนวนมาก ทั้งจากชาวไทยและชาวต่างด้าว2. พื้นที่เกษตรกรรม (นิคมสหกรณ์) พบการนำที่ดินทำกินไปสร้างรีสอร์ตผิดวัตถุประสงค์ สูงถึงประมาณ 1,000 แห่ง3. พื้นที่ทางน้ำ (กรมอุทยานฯ และกรมเจ้าท่า) การตั้งแพท่องเที่ยวยังไร้ระเบียบ บางส่วนตั้งรุกล้ำออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาต4. พื้นที่นิคมสหกรณ์ (กฟผ. ใช้งาน) อยู่ระหว่างการเร่งกำหนดแนวเขตพื้นที่ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาบุกรุกเพิ่มได้กล่าวฝากทิ้งท้ายไว้ขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยดูแลพื้นที่อย่างจริงจัง ส่วนเจ้าภาพต้องปฏิบัติให้ชัดเจน ใช้กฎหมายดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเข็มงวดต่อไป.
/ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา   ไหลวารินทร์









ใหม่กว่า เก่ากว่า