คดีฮุบที่ดินป้าสนองบานปลาย! จ่อยื่น ปปป. เอาผิดอดีตนายก อบต.-จนท.รัฐ อ้างใช้อำนาจมิชอบ ฮุบที่ทำกินหญิงพิการ


 ระยอง – ปมพิพาทที่ดินของ "ป้าสนอง" หญิงพิการชาวระยอง บานปลาย หลังเตรียมควงทนายความเข้าร้อง บก.ปปป. วันที่ 22 ก.ค.นี้ ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้อง กรณีอ้างใช้อำนาจและดุลพินิจโดยมิชอบ จนนำไปสู่การเสียสิทธิในที่ดินทำกิน ขณะที่การลงพื้นที่พบพื้นที่ยังมีการทำประโยชน์จริง ปลูกยางพาราอายุกว่า 20-30 ปี พร้อมบ้านพักอยู่ในแปลง ไม่ใช่พื้นที่รกร้าง


เมื่อวันที่  20 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวติดตามความคืบหน้ากรณี นางสนอง พลวิเศษ หญิงพิการชาว จ.ระยอง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยกล่าวอ้างว่า ถูกเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองจังหวัดระยองใช้อำนาจและดุลพินิจโดยมิชอบ ยึดที่ดินทำกินของตน ทั้งที่ผลการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์สิทธิของผู้ปกครองนิคม ลงวันที่ 7 ต.ค. 2563 ระบุว่า ตนเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลง


ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณที่ดินพิพาทในพื้นที่ ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง พบว่า ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ติดถนนสายหลัก ใกล้วัดแม่น้ำคู้ ไม่มีสภาพเป็นป่า รอบพื้นที่มีบ้านเรือนประชาชนหนาแน่น ภายในแปลงมีบ้านพักของนางสนองตั้งอยู่จริง และพบสวนยางพาราขนาดใหญ่ อายุประมาณ 20-30 ปี มีร่องรอยการกรีดยางและน้ำยางอยู่เต็มถ้วย สะท้อนว่ามีการทำประโยชน์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังพบป้าย "ที่ดินส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก" จำนวน 3 ป้าย ปักอยู่ภายในพื้นที่


อย่างไรก็ตาม ระหว่างลงพื้นที่ไม่พบป้ายของนิคมสร้างตนเองระยอง ขณะที่ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวให้ข้อมูลว่า เคยเห็นเจ้าหน้าที่นำป้ายของนิคมมาปักบริเวณด้านทิศเหนือของแปลง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 แต่ภายหลังที่เรื่องกลายเป็นข่าว ป้ายดังกล่าวได้หายไปโดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำออกและเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด


นางสนอง เปิดเผยว่า เมื่อปี 2561 มีเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารและข่มขู่ให้ลงนามยกที่ดินครึ่งหนึ่งให้บุคคลอีกฝ่ายถือครอง โดยอ้างว่าหากไม่ลงนามจะถูกยึดที่ดินทั้งหมด ซึ่งขณะนั้นมีพยานอยู่ในเหตุการณ์ 2 ราย ยืนยันว่า ตนลงนามเพราะถูกบีบบังคับ ไม่ได้สมัครใจ พร้อมยืนยันว่า ครอบครัวของตนเป็นผู้กรีดยางและทำประโยชน์ในพื้นที่มาตลอด ส่วนบุคคลที่ได้รับการแบ่งที่ดินไม่เคยเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในแปลงดังกล่าว


นางสนองกล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเครียดสะสมจากปัญหาดังกล่าวจนเคยคิดสั้นหลายครั้ง หากไม่ได้ลูกชายช่วยไว้คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะหวาดกลัวว่าจะสูญเสียที่ดินซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินเพียงแห่งเดียว พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมคนจนต้องถูกกระทำ ทั้งที่ตนไม่รู้หนังสือ ไม่มีอำนาจต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐ และยังเป็นผู้พิการที่มีรายได้จากการขายน้ำยางเพียงอย่างเดียว


ผู้สื่อข่าวตรวจสอบเอกสารที่ผู้ร้องนำมาแสดง พบหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบของนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง ลงวันที่ 7 ต.ค. 2563 ซึ่งระบุผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน พร้อมแจ้งให้ผู้ร้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังพบบันทึกถ้อยคำ ลงวันที่ 11 ต.ค. 2561 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่ระหว่างคู่กรณี โดยผู้ร้องเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาท


สำหรับประเด็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างถึงอดีตนายก อบต.แม่น้ำคู้ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องนั้น ผู้ร้องเห็นว่ามีประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบตามกฎหมาย และเตรียมเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ในวันที่ 22 ก.ค. 2569 เวลา 10.30 น. เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง


อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่ผู้สื่อข่าวอยู่ระหว่างการประสานบุคคลที่ถูกพาดพิงเพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป.

ใหม่กว่า เก่ากว่า