ระยอง – วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ตำรวจ สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง เร่งคลี่คลายคดีวัตถุมงคลหลวงปู่ทิม อิสริโก พร้อมสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ของคุณยายอรุณี หรือ "ยายเอียด" วัย 87 ปี ที่สูญหายอย่างเป็นปริศนา หลังเกิดอาการหมดสติภายในบ้าน โดยล่าสุดชุดสืบสวนได้เบาะแสสำคัญ เมื่อพบภาพถ่ายขณะผู้เสียหายนอนหมดสติอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ปรากฏสร้อยคอทองคำและวัตถุมงคลอยู่ที่ลำคอ ทำให้แนวทางการสืบสวนเริ่มแคบลง และมุ่งตรวจสอบว่าทรัพย์สินอาจสูญหายก่อนนำตัวขึ้นรถฉุกเฉินหรือไม่
นายยิ่งศักดิ์ อายุ 78 ปี น้องชายของนายสุเมธ สามีผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่วันที่ 5 กรกฎาคมตามที่เข้าใจกันในช่วงแรก หลังได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายจึงรีบเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างกันราว 500 เมตร พบว่าบริเวณครัวหลังบ้านที่คุณยายนอนหมดสติค่อนข้างมืด เพราะปกติสองตายายจะเปิดไฟเพียงบางจุดเพื่อประหยัดไฟ ตนพยายามบอกให้เปิดไฟเพิ่ม แต่ทุกคนต่างเร่งช่วยเหลือผู้ป่วย จึงไม่มีใครสนใจเรื่องทรัพย์สิน
ต่อมามีญาติและเจ้าหน้าที่กู้ภัยทยอยเดินทางมาถึง ตนยังนำไฟฉายคาดศีรษะสำหรับกรีดยางมาใช้ส่องสว่าง แต่แสงภายในบ้านก็ยังไม่เพียงพอ ยอมรับว่าในช่วงชุลมุนไม่ทันสังเกตว่าคุณยายยังสวมสร้อยคออยู่หรือไม่ เพราะทุกคนมุ่งช่วยชีวิตและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ส่งคืนเพียงแหวนทอง 1 วง ส่วนสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระหลวงปู่ทิมเลี่ยมทอง 3 องค์ และยันต์หมากหลวงปู่ทิม ซึ่งครอบครัวระบุว่าได้รับมาตั้งแต่ปี 2517 และมีมูลค่าหลายแสนบาท กลับสูญหาย โดยญาติยืนยันว่าคุณยายสวมสร้อยเส้นดังกล่าวติดตัวเป็นประจำแทบไม่เคยถอด
ด้าน พ.ต.อ.ปราโมทย์ คงคาลัย ผกก.สภ.บ้านค่าย เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งความในคดีทรัพย์สินสูญหาย ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ทันที ทั้งตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุ สอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมแบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและวิเคราะห์เส้นทางการหายไปของทรัพย์สิน
ล่าสุด ชุดสืบสวนพบหลักฐานสำคัญเป็นภาพถ่ายขณะคุณยายนอนหมดสติอยู่ภายในบ้าน โดยเสื้อผู้เสียหายขยับขึ้นเล็กน้อยและเห็นชัดว่าบริเวณลำคอไม่มีสร้อยทอง ทำให้ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า ทรัพย์สินอาจสูญหายก่อนการนำตัวขึ้นรถฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ญาติยังยืนยันหนักแน่นว่าคุณยายไม่เคยถอดสร้อยทองและวัตถุมงคลออกจากคอ ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นปมสำคัญที่ตำรวจต้องเร่งพิสูจน์
ขณะนี้ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง และยังไม่พุ่งเป้าไปที่บุคคลใด โดยจะเร่งตรวจสอบภาพถ่าย กล้องวงจรปิด และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่างละเอียด เพื่อหาคำตอบว่าสร้อยทองและวัตถุมงคลหลวงปู่ทิมมูลค่าหลายแสนบาทหายไปในช่วงเวลาใด ก่อนดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป.
นายยิ่งศักดิ์ อายุ 78 ปี น้องชายของนายสุเมธ สามีผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่วันที่ 5 กรกฎาคมตามที่เข้าใจกันในช่วงแรก หลังได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายจึงรีบเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างกันราว 500 เมตร พบว่าบริเวณครัวหลังบ้านที่คุณยายนอนหมดสติค่อนข้างมืด เพราะปกติสองตายายจะเปิดไฟเพียงบางจุดเพื่อประหยัดไฟ ตนพยายามบอกให้เปิดไฟเพิ่ม แต่ทุกคนต่างเร่งช่วยเหลือผู้ป่วย จึงไม่มีใครสนใจเรื่องทรัพย์สิน
ต่อมามีญาติและเจ้าหน้าที่กู้ภัยทยอยเดินทางมาถึง ตนยังนำไฟฉายคาดศีรษะสำหรับกรีดยางมาใช้ส่องสว่าง แต่แสงภายในบ้านก็ยังไม่เพียงพอ ยอมรับว่าในช่วงชุลมุนไม่ทันสังเกตว่าคุณยายยังสวมสร้อยคออยู่หรือไม่ เพราะทุกคนมุ่งช่วยชีวิตและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ส่งคืนเพียงแหวนทอง 1 วง ส่วนสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระหลวงปู่ทิมเลี่ยมทอง 3 องค์ และยันต์หมากหลวงปู่ทิม ซึ่งครอบครัวระบุว่าได้รับมาตั้งแต่ปี 2517 และมีมูลค่าหลายแสนบาท กลับสูญหาย โดยญาติยืนยันว่าคุณยายสวมสร้อยเส้นดังกล่าวติดตัวเป็นประจำแทบไม่เคยถอด
ด้าน พ.ต.อ.ปราโมทย์ คงคาลัย ผกก.สภ.บ้านค่าย เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งความในคดีทรัพย์สินสูญหาย ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ทันที ทั้งตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุ สอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมแบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและวิเคราะห์เส้นทางการหายไปของทรัพย์สิน
ล่าสุด ชุดสืบสวนพบหลักฐานสำคัญเป็นภาพถ่ายขณะคุณยายนอนหมดสติอยู่ภายในบ้าน โดยเสื้อผู้เสียหายขยับขึ้นเล็กน้อยและเห็นชัดว่าบริเวณลำคอไม่มีสร้อยทอง ทำให้ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า ทรัพย์สินอาจสูญหายก่อนการนำตัวขึ้นรถฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ญาติยังยืนยันหนักแน่นว่าคุณยายไม่เคยถอดสร้อยทองและวัตถุมงคลออกจากคอ ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นปมสำคัญที่ตำรวจต้องเร่งพิสูจน์
ขณะนี้ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง และยังไม่พุ่งเป้าไปที่บุคคลใด โดยจะเร่งตรวจสอบภาพถ่าย กล้องวงจรปิด และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่างละเอียด เพื่อหาคำตอบว่าสร้อยทองและวัตถุมงคลหลวงปู่ทิมมูลค่าหลายแสนบาทหายไปในช่วงเวลาใด ก่อนดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป.






