จากกรณีที่ถูกนายทุนซึ่งอยู่ในพื้นที่ นำสัญญาเงินกู้ที่ตายายเคยกู้ตั้งแต่ปี 2555 รวม 3 สัญญา เป็นเงิน 280,000 บาท แต่ได้ชำระหนี้ไปหมดแล้วเมื่อ ปี 2558 ไปยื่นฟ้องกล่าวหาว่ายังค้างชำระเต็มจำนวนอีก กระทั่งยายถูกบีบให้เซ็นสัญญาประนีประนอมชำระหนี้ที่นายทุนยื่นฟ้องอีกรอบ โดยจ่ายก้อนแรก 8 หมื่นบาท ที่เหลืออีก 2 แสนบาท ทำสัญญาผ่อนจ่ายเดือนละ 3,000 เป็นระยะเวลา 20 เดือน แต่ผ่อนได้ 7 เดือน ก็มีหมายบังคับคดีที่นาแปลง 5 ไร่กว่า และล่าสุดยังมีหมายมาบังคับคดีจะยึดบ้านและที่ดินที่ตายายอยู่อาศัยอีก
นางสมพรวรรณ ภรรยานายเลื่อน ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 1 ยืนยันว่า ได้ชำระหนี้ทั้ง 3 สัญญา ที่กู้ยืมมาเมื่อปี 2555 รวมจำนวน 280,000 บาท ให้กับนายทุนครบแล้วตั้งแต่ปี 2558 แต่ด้วยความซื่อของตัวเองก็ได้ขีดคร่อม แล้วเขียนด้วยลายมือลงในสัญญาฉบับสำเนาที่นายทุนให้ไว้ เพื่อให้ตัวเองจำได้ว่าชำระครบวันไหน แต่ไม่คาดคิดว่าสัญญาฉบับจริงที่นายทุนเก็บเอาไว้ไม่ยอมมอบคืนให้ หรือฉีกสัญญาทิ้งจะนำไปฟ้องกล่าวหาว่ายังค้างชำระหนี้ยอด 280,000 บาท ด้วยความที่ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้จะปรึกษาใครและไม่ได้มีเงินว่าจ้างทนาย ตอนนั้นจึงไปเดินเรื่องด้วยตัวเอง ด้วยความที่กลัวจะถูกดำเนินคดี ตอนนั้นจึงจำใจเซ็นสัญญาประนีประนอมชำระหนี้ที่นายทุนยื่นฟ้องอีกรอบ แต่ผ่อนได้ 7 เดือน ก็มีหมายบังคับคดีที่นาแปลง 5 ไร่กว่า ก็ตกใจ สามีก็เกิดความเครียดสะสมจนล้มป่วยกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมากว่า 3 ปี ล่าสุดยังมีหมายมาบังคับคดีจะยึดบ้านและที่ดินที่ตนเองอาศยอยู่กับสามีอีก เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดถ้าถูกยึดบ้านและที่ดินแปลงนี้ ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน
ยายยังพูดทั้งน้ำตาอีกว่า ที่ผ่านมาท้อมากเคยพูดกับตัวเองว่ามนุษย์อาจจะไม่รู้ แต่สักวันเทวดาคงจะรับรู้ว่าใครทำอะไร ตอนนั้นก็ได้แต่ภาวนาเทวดาฟ้าดิน ซึ่งหลังจากที่ทางชมรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคม ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ก็เริ่มมีความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม
นายธนวัฒน์ ประธานชมรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคม กล่าวว่า หลังได้รับร้องเรียนจากคนในหมู่บ้าน ว่าสองสามีภรรยาซึ่งสามีป่วยติดเตียง ได้รับหมายบังคับคดีจะถูกยึดบ้านและที่ดินโดยไม่เป็นธรรมอยากให้ช่วยเหลือ จึงได้ลงพื้นที่มาดูเมื่อสอบถามข้อมูลก็ทราบว่ายายได้ไปกู้เงินนายทุนตั้งแต่ปี 2555 รวม 3 ฉบับเป็นเงิน 280,000 บาท โดยให้เจ้าหนี้ทำนาเก็บดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นยายก็ไปกู้เจ้าหนี้อีกคนได้เงินมา 300,000 บาท เพื่อนำเงินไปไถ่ที่นาจากนายทุนคนแรก เมื่อปี 2558 แล้วให้เจ้าหนี้รายใหม่เข้าไปทำนาแทน แต่ตอนนำเงินสดไปจ่ายให้นายทุนเจ้าแรกไม่ได้ฉีกสัญญาเงินกู้ แต่ยายก็เข้าใจว่าเมื่อจ่ายไปแล้วก็ไม่มีหนี้ต่อกัน แต่ต่อมาปี 2563 นายทุนเจ้าแรกกลับนำสัญญากู้ยืม 3 ฉบับไปฟ้องตายาย จนยายต้องทำสัญญายอมจ่ายก้อนแรก 8 หมื่น ที่เหลือผ่อนชำระเดือนละ 3 พัน แต่ผ่อนได้ 7 เดือนกลับมีหมายบังคับคดีเพื่อยึดที่นาแปลง 5 ไร่ และมีการสืบทรัพย์จะยึดบ้านและที่ดินที่ตายายอยู่อาศัยอีกกรณีดังกล่าวทางชมรมฯ ซึ่งมีทีมทนายอยู่แล้วก็จะให้การช่วยเหลือเรื่องคดี โดยจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลไต่สวนขอพิจารณาคดีใหม่ ในส่วนการบังคับดคีก็ต้องชะลอการขายทอดตลาดไปก่อน กรณีดังกล่าวถือเป็นอุทาหรณ์กับใครก็แล้วแต่ที่ไปกู้เงิน เมื่อชำระแล้วต้องได้ใบเสร็จเป็นหลักฐาน หากชำระครบแล้วก็ควรจะฉีกสัญญาทิ้ง เพื่อไม่ให้นำไปฟ้องร้องอีก
สุรชัย พิรักษา / บุรีรัมย์










