บุรีรัมย์รุดช่วยตาพิการติดเตียงโดนนายทุนโกงนำสัญญาเงินกู้ที่ใช้หนี้หมดแล้วฟ้องจ่อถูกยึดบ้านที่ดิน ชมรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคมจ.บุรีรัมย์ รุดช่วยตาพิการติดเตียงโดนนายทุนโกงนำสัญญาเงินกู้ที่ปิดหนี้หมดแล้ว 280,000 บาท แต่ไม่ยอมฉีกสัญญา ยื่นฟ้องศาลกล่าวหายังค้างชำระจนถูกบังคับคดีจ่อถูกยึดบ้านที่ดิน ยายร่ำไห้สามีเครียดจนล้มป่วยติดเตียงไม่คิดเจ้าหนี้จะทำได้ลงคอ เชื่อสักวันเทวดาจะรับรู้ใครทำอะไร เตรียมตั้งทีมทนายยื่นคำร้องต่อศาลให้ไต่สวนขอพิจารณาคดีใหม่

 (13 ก.ค.69)  นายธนวัฒน์   นะรีรัมย์    ประธานชมรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคม  พร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลโคกเหล็ก  และผู้นำหมู่บ้าน  ได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจนายเลื่อน  อุไรพันธ์ อายุ 64 ปี ซึ่งนอนป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มานานกว่า 3 ปี และนางสมพรวรรณ  อุไรพันธ์  อายุ 64 ปี  สองสามีภรรยาชาวบ้านบุกระสังพัฒนา  ต.โคกเหล็ก  อ.ห้วยราช  จ.บุรีรัมย์    พร้อมเร่งให้การช่วยเหลือ  หลังได้รับร้องเรียนว่าทั้งสองตายาย  ไม่ได้รับความเป็นธรรม 

จากกรณีที่ถูกนายทุนซึ่งอยู่ในพื้นที่  นำสัญญาเงินกู้ที่ตายายเคยกู้ตั้งแต่ปี 2555 รวม 3 สัญญา เป็นเงิน 280,000 บาท  แต่ได้ชำระหนี้ไปหมดแล้วเมื่อ ปี 2558  ไปยื่นฟ้องกล่าวหาว่ายังค้างชำระเต็มจำนวนอีก     กระทั่งยายถูกบีบให้เซ็นสัญญาประนีประนอมชำระหนี้ที่นายทุนยื่นฟ้องอีกรอบ  โดยจ่ายก้อนแรก 8 หมื่นบาท ที่เหลืออีก 2 แสนบาท ทำสัญญาผ่อนจ่ายเดือนละ 3,000 เป็นระยะเวลา 20 เดือน   แต่ผ่อนได้ 7 เดือน  ก็มีหมายบังคับคดีที่นาแปลง 5 ไร่กว่า    และล่าสุดยังมีหมายมาบังคับคดีจะยึดบ้านและที่ดินที่ตายายอยู่อาศัยอีก    

นางสมพรวรรณ  ภรรยานายเลื่อน ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 1   ยืนยันว่า  ได้ชำระหนี้ทั้ง 3 สัญญา ที่กู้ยืมมาเมื่อปี 2555 รวมจำนวน 280,000 บาท ให้กับนายทุนครบแล้วตั้งแต่ปี 2558  แต่ด้วยความซื่อของตัวเองก็ได้ขีดคร่อม  แล้วเขียนด้วยลายมือลงในสัญญาฉบับสำเนาที่นายทุนให้ไว้   เพื่อให้ตัวเองจำได้ว่าชำระครบวันไหน   แต่ไม่คาดคิดว่าสัญญาฉบับจริงที่นายทุนเก็บเอาไว้ไม่ยอมมอบคืนให้ หรือฉีกสัญญาทิ้ง

จะนำไปฟ้องกล่าวหาว่ายังค้างชำระหนี้ยอด 280,000 บาท   ด้วยความที่ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้จะปรึกษาใครและไม่ได้มีเงินว่าจ้างทนาย  ตอนนั้นจึงไปเดินเรื่องด้วยตัวเอง  ด้วยความที่กลัวจะถูกดำเนินคดี   ตอนนั้นจึงจำใจเซ็นสัญญาประนีประนอมชำระหนี้ที่นายทุนยื่นฟ้องอีกรอบ    แต่ผ่อนได้ 7 เดือน  ก็มีหมายบังคับคดีที่นาแปลง 5 ไร่กว่า ก็ตกใจ  สามีก็เกิดความเครียดสะสมจนล้มป่วยกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมากว่า 3 ปี   ล่าสุดยังมีหมายมาบังคับคดีจะยึดบ้านและที่ดินที่ตนเองอาศยอยู่กับสามีอีก    เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดถ้าถูกยึดบ้านและที่ดินแปลงนี้   ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน   

ยายยังพูดทั้งน้ำตาอีกว่า   ที่ผ่านมาท้อมากเคยพูดกับตัวเองว่ามนุษย์อาจจะไม่รู้  แต่สักวันเทวดาคงจะรับรู้ว่าใครทำอะไร ตอนนั้นก็ได้แต่ภาวนาเทวดาฟ้าดิน   ซึ่งหลังจากที่ทางชมรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคม  ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ   ก็เริ่มมีความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม

นายธนวัฒน์    ประธานชมรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคม  กล่าวว่า  หลังได้รับร้องเรียนจากคนในหมู่บ้าน  ว่าสองสามีภรรยาซึ่งสามีป่วยติดเตียง  ได้รับหมายบังคับคดีจะถูกยึดบ้านและที่ดินโดยไม่เป็นธรรมอยากให้ช่วยเหลือ  จึงได้ลงพื้นที่มาดูเมื่อสอบถามข้อมูลก็ทราบว่ายายได้ไปกู้เงินนายทุนตั้งแต่ปี 2555 รวม 3 ฉบับเป็นเงิน 280,000 บาท โดยให้เจ้าหนี้ทำนาเก็บดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นยายก็ไปกู้เจ้าหนี้อีกคนได้เงินมา 300,000 บาท เพื่อนำเงินไปไถ่ที่นาจากนายทุนคนแรก  เมื่อปี 2558  แล้วให้เจ้าหนี้รายใหม่เข้าไปทำนาแทน    แต่ตอนนำเงินสดไปจ่ายให้นายทุนเจ้าแรกไม่ได้ฉีกสัญญาเงินกู้  แต่ยายก็เข้าใจว่าเมื่อจ่ายไปแล้วก็ไม่มีหนี้ต่อกัน   แต่ต่อมาปี 2563  นายทุนเจ้าแรกกลับนำสัญญากู้ยืม 3 ฉบับไปฟ้องตายาย   จนยายต้องทำสัญญายอมจ่ายก้อนแรก 8 หมื่น ที่เหลือผ่อนชำระเดือนละ 3 พัน แต่ผ่อนได้ 7 เดือนกลับมีหมายบังคับคดีเพื่อยึดที่นาแปลง 5 ไร่  และมีการสืบทรัพย์จะยึดบ้านและที่ดินที่ตายายอยู่อาศัยอีก
กรณีดังกล่าวทางชมรมฯ ซึ่งมีทีมทนายอยู่แล้วก็จะให้การช่วยเหลือเรื่องคดี โดยจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลไต่สวนขอพิจารณาคดีใหม่   ในส่วนการบังคับดคีก็ต้องชะลอการขายทอดตลาดไปก่อน   กรณีดังกล่าวถือเป็นอุทาหรณ์กับใครก็แล้วแต่ที่ไปกู้เงิน  เมื่อชำระแล้วต้องได้ใบเสร็จเป็นหลักฐาน หากชำระครบแล้วก็ควรจะฉีกสัญญาทิ้ง  เพื่อไม่ให้นำไปฟ้องร้องอีก



      สุรชัย    พิรักษา  / บุรีรัมย์
 

ใหม่กว่า เก่ากว่า