เพื่อเตรียมรับศพน้ององุ่น ชาวมอญเด็กอายุไม่ถึง 12 ปี จะไม่มีการสวดพระอภิธรรม ล่าสุดศาลทองผาภูมิ ไม่ให้ประกันตัว น้าชายและพี่สาวน้ององุ่น ส่งตัวไปยังสถานพินิจฯกาญจนบุรีต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเตรียมสถานที่จัดงานพิธีจัดตั้งศพน้ององุ่น ที่ศาลาธรรมสังเวชวัดลิเจีย หมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่จัดตั้งศพน้ององุ่น โดยพันตำรวจตรีณรงค์ หุ้มขาว ครูใหญ่โรงเรียนตระเวนชายแดนบ้านเรด้าร์ คณะครู นักเรียน ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ เพื่อเตรียมรับศพ น้ององุ่นที่จะมีการส่งกลับมาจากสถาบันนิติเวช กทม. โดย พันตำรวจตรีณรงค์ หุ้มขาว ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในพิธีบำเพ็ญกุศลให้น้ององุ่น จะจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน แต่จะไม่มีการสวดพระอภิธรรมตามความเชื่อของชาวมอญ เนื่องจากน้ององุ่นมีอายุยังไม่ถึง12 ปี จะมีแค่เพียงการเปิดให้มีการนำพวงหรีด มาแสดงความเสียใจ ไม่มีการสวดพระอภิธรรม โดยพิธีฌาปนกิจกำหนดมีขึ้นในช่วงบ่าย 10 มิถุนายน 2569 นี้ ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวน้ององุ่น ด้วย น้ององุ่นเป็นเด็กเงียบ เป็นเด็กดี การเลือกประธานนักเรียนใหม่ น้ององุ่นอาจจะได้เป็นประธาน แต่สุดท้ายไม่มีใครคาดคิดจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น การเสียชีวิตอาจจะไม่มีการเจตนา แต่พยานหลักฐานมันต้องเป็นไปตามนั้น และเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่มาก่อน ผู้ปกครองต้องออกไปทำมาหากิน เด็กอาจจะไปวิ่งเล่นกับเพื่อนบ้าน ผู้ปกครองกว่าจะกลับมาบ้านเวลาอาจจะไม่ตรงอย่างน้ององุ่น ถึงเวลารับประทานข้าวเย็นแล้วไม่กลับมาบ้าน เวลาล่วงเลยไปผิดปกติ จึงมีการออกตามหา มาพบก็กลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปแล้ว ดังนั้นฝากให้ผู้ปกครองต้องเอาใจใส่บุตรหลานมากขึ้น ไม่คาดคิดจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในพื้นที่เพราะไม่เคยมีมาก่อน.มีเสียง พันตำรวจตรีณรงค์ หุ้มขาว ครูใหญ่โรงเรียน ตชด.กล่าวทิ้งท้าย....ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สังขละบุรี ได้นำตัว น้าชายและพี่สาว น้ององุ่น ส่งศาลทองผาภูมิ และศาลไม่ให้ประกันตัว ก่อนนำตัวส่งสถานพินิจฯกาญจนบุรี ต่อไปสำหรับตามธรรมเนียมความเชื่อดั้งเดิมของชาวมอญ การเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ถูกจัดเป็นการตายที่ไม่ปกติ หรือ "การตายไม่ดี" (เช่นเดียวกับผู้ที่เสียชีวิตกะทันหันหรือเสียชีวิตผิดธรรมชาติ) ดังนั้นประเพณีการทำศพมอญโดยการทำศพมอญมีหลายรูปแบบ มีเงื่อนไขตามผู้เสียชีวิตว่าเป็นใครและเสียชีวิตอย่างไร ชาวมอญยึดถือตำรามอญโลกสมมุติ ที่กำหนดวิธีการจัดการศพอย่างเคร่งครัด โดยศพของผู้ที่เสียชีวิตโดยอุบัติเหตุถือว่า “ตายไม่ดี” ส่วนผู้สูงอายุที่ล้มป่วยด้วยโรคชราเรียกว่า “ตายดี”กรณีที่ตายไม่ดี จะไม่มีจัดพิธีทำบุญสวดมนต์ แต่จะนำศพไปเก็บหรือฝังที่ป่าช้าประมาณ 1 ปี จากนั้นจะขุดศพขึ้นมาทำพิธี แต่ไม่ทำพิธีเกี่ยวกับศพ เจ้าภาพมักขอเป็นเจ้าภาพทอดกฐินเนื่องจากการฉลองกฐินถือว่าเป็นการทำบุญให้ผู้เสียชีวิต หลังทำบุญเสร็จเรียบร้อยจึงมีการเผาศพ โดยที่งานศพไม่มีพิธีซับซ้อน มีเพียงพระสวดบังกุสุลแล้วเผากรณีที่ตายดี ต้องแยกว่าเสียชีวิตในบ้านหรือเสียชีวิตนอกบ้าน กรณีที่เสียชีวิตในบ้านจะต้องทำเตียงเป็นการเฉพาะเรียกว่า “โจ่งแจะแหน่ะฮ์” การตั้งศพจะหันศีรษะไปทางทิศใต้ และตั้งศพไว้ที่บ้านไม่เกิน 3 วัน จากนั้นจะไปตั้งที่วัดต่อ ไม่มีการสวดอภิธรรมที่บ้าน มีเพียงผู้ใหญ่ที่อ่านภาษามอญออกอ่านธรรมะให้ผู้ร่วมงานรับฟัง แต่บางแห่งมีการสวดมนต์ทำวัดค่ำแบบเดียวกับที่พระสงฆ์สวดที่วัด เมื่อถึงเวลานำศพออกจากบ้าน จะนำศพออกทางทิศเหนือ เมื่อไปถึงวัดจึงตั้งศพหันศีรษะไปทางทิศใต้ แต่สามารถอนุโลมได้หากสภาพศาลาที่ตั้งศพไม่เอื้ออำนวย ก่อนเผาพระสงฆ์จะสวดมาติกา จากนั้นตอนบ่ายจึงทำการเผาเริ่มโดยการเวียนศพรอบเชิงตะกอน 3 รอบ ก่อนการขึ้นเชิงตะกอนจะมีพิธีแย่งศพ เมื่อวางศพบนเชิงตะกอน ญาติต้องไปขอศีลที่เชิงตะกอนต่อหน้าศพและทอดผ้าบังสุกุล จากนั้นพระสงฆ์ชักผ้าบังสุกุล ในระหว่างเผาจะโยนผ้าขาวที่ปิดปากโลงข้ามกองฟอนไปมา 3 ครั้ง หลังเผาศพจะต้องปูที่นอนในบ้านเพราะถือว่าวิญญาณผู้ตายยังอยู่ที่บ้าน นำเสื้อผ้าผู้ตายวางบนที่นอนลักษณะเหมือนผู้ตายยังคงนอนอยู่
ภาพข่าวภูมิภาค / ปรีชา ไหลวารินทร์ ผุ้สื่อข่าวนิวส์24สถานีประชาชนประจำจังหวัดกาญจนบุรี





