ระยอง – วงการพระเกจิอาจารย์ภาคตะวันออกสูญเสียพระเถระผู้ทรงคุณูปการอีกหนึ่งรูป เมื่อ พระครูมงคลธรรมวาที หรือ “หลวงปู่เปลว กตปุญฺโญ” อดีตเจ้าอาวาสวัดเจ็ดลูกเนิน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้ละสังขารอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลระยอง เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 มิถุนายน 2569 สิริอายุ 86 ปี 66 พรรษา สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่คณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศที่เคารพศรัทธาในวัตรปฏิบัติและบารมีของท่าน
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 13 มิถุนายน 2569 ที่วัดเจ็ดลูกเนิน หมู่ 10 ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้มีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพหลวงปู่เปลว โดยมี พระครูสุทัศน์ธรรมาภิรม (ณรงค์ศักดิ์ วายาโม) ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอบ้านค่าย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายวิจิตร พาพลงาม นายอำเภอบ้านค่าย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอาลัย มีพระสงฆ์ ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศเดินทางมาร่วมพิธีและกราบสรีระสังขารของหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้ายอย่างเนืองแน่น
สำหรับ หลวงปู่เปลว (จรูญ กตปุญฺโญ) เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองระยอง และเป็นหลานแท้ ๆ ของ หลวงปู่เผือก พระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของเมืองสมุทรปราการ โดยท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2483 ตั้งแต่วัยเด็กมีสุขภาพไม่แข็งแรง บิดาจึงนำไปฝากเป็นบุตรบุญธรรมของหลวงปู่เผือกที่วัดกิ่งแก้ว กระทั่งเมื่ออายุเพียง 2 ขวบ หลวงปู่เผือกได้ผูกผมจุกให้พร้อมกล่าวพยากรณ์ว่าเด็กคนนี้จะได้เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าในอนาคต
เมื่ออายุ 6 ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาพระธรรมวินัยและวิชาพุทธาคมจากหลวงปู่เผือกอย่างใกล้ชิด ก่อนลาสิกขาเมื่ออายุ 13 ปีเพื่อช่วยครอบครัว และกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งเมื่ออายุ 20 ปี ครองสมณเพศอย่างมั่นคงเรื่อยมาจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในเพศบรรพชิต หลวงปู่เปลวได้ศึกษาวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป อาทิ หลวงพ่อล้อม, หลวงพ่อพวง, หลวงพ่อน้อม, หลวงพ่ออี๋, หลวงพ่อเหลือ รวมถึงศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจาก หลวงพ่อชื่น จนมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมชั้นสูง
ด้วยความเข้มขลังในวิชาคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และการสร้างวัตถุมงคล โดยเฉพาะ “ปลัดขิก” อันเลื่องชื่อ ทำให้หลวงปู่เปลวได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุดยอดพระเกจิสายตะวันออก วัตถุมงคลของท่านไม่ว่าจะเป็นปลัดขิก เสือแกะสลัก พระขุนแผน และเครื่องรางนานาชนิด ล้วนเป็นที่แสวงหาของนักสะสมและผู้ศรัทธาทั่วประเทศ
นอกจากบทบาทด้านวิทยาคมแล้ว หลวงปู่เปลวยังเป็นพระนักพัฒนา ผู้ทุ่มเทสร้างความเจริญให้แก่วัดเจ็ดลูกเนิน ส่งเสริมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือชุมชน และอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนได้รับความเคารพศรัทธาอย่างกว้างขวาง
การละสังขารของหลวงปู่เปลวในครั้งนี้ นับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการพระเกจิอาจารย์ภาคตะวันออก ขณะที่คณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนต่างพร้อมใจกันน้อมถวายความอาลัย และกราบส่งดวงวิญญาณของพระเถระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและบารมี สู่แดนนิพพานด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง.
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 13 มิถุนายน 2569 ที่วัดเจ็ดลูกเนิน หมู่ 10 ต.ชากบก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้มีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพหลวงปู่เปลว โดยมี พระครูสุทัศน์ธรรมาภิรม (ณรงค์ศักดิ์ วายาโม) ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอบ้านค่าย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายวิจิตร พาพลงาม นายอำเภอบ้านค่าย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอาลัย มีพระสงฆ์ ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศเดินทางมาร่วมพิธีและกราบสรีระสังขารของหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้ายอย่างเนืองแน่น
สำหรับ หลวงปู่เปลว (จรูญ กตปุญฺโญ) เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองระยอง และเป็นหลานแท้ ๆ ของ หลวงปู่เผือก พระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของเมืองสมุทรปราการ โดยท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2483 ตั้งแต่วัยเด็กมีสุขภาพไม่แข็งแรง บิดาจึงนำไปฝากเป็นบุตรบุญธรรมของหลวงปู่เผือกที่วัดกิ่งแก้ว กระทั่งเมื่ออายุเพียง 2 ขวบ หลวงปู่เผือกได้ผูกผมจุกให้พร้อมกล่าวพยากรณ์ว่าเด็กคนนี้จะได้เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าในอนาคต
เมื่ออายุ 6 ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาพระธรรมวินัยและวิชาพุทธาคมจากหลวงปู่เผือกอย่างใกล้ชิด ก่อนลาสิกขาเมื่ออายุ 13 ปีเพื่อช่วยครอบครัว และกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งเมื่ออายุ 20 ปี ครองสมณเพศอย่างมั่นคงเรื่อยมาจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในเพศบรรพชิต หลวงปู่เปลวได้ศึกษาวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป อาทิ หลวงพ่อล้อม, หลวงพ่อพวง, หลวงพ่อน้อม, หลวงพ่ออี๋, หลวงพ่อเหลือ รวมถึงศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจาก หลวงพ่อชื่น จนมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมชั้นสูง
ด้วยความเข้มขลังในวิชาคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และการสร้างวัตถุมงคล โดยเฉพาะ “ปลัดขิก” อันเลื่องชื่อ ทำให้หลวงปู่เปลวได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุดยอดพระเกจิสายตะวันออก วัตถุมงคลของท่านไม่ว่าจะเป็นปลัดขิก เสือแกะสลัก พระขุนแผน และเครื่องรางนานาชนิด ล้วนเป็นที่แสวงหาของนักสะสมและผู้ศรัทธาทั่วประเทศ
นอกจากบทบาทด้านวิทยาคมแล้ว หลวงปู่เปลวยังเป็นพระนักพัฒนา ผู้ทุ่มเทสร้างความเจริญให้แก่วัดเจ็ดลูกเนิน ส่งเสริมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือชุมชน และอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนได้รับความเคารพศรัทธาอย่างกว้างขวาง
การละสังขารของหลวงปู่เปลวในครั้งนี้ นับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการพระเกจิอาจารย์ภาคตะวันออก ขณะที่คณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนต่างพร้อมใจกันน้อมถวายความอาลัย และกราบส่งดวงวิญญาณของพระเถระผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและบารมี สู่แดนนิพพานด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง.
















