วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน นายอานุพาบ วงหน่อแก้ว รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในฐานะประธานคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสลาว–ไทย (ฝ่ายลาว) และนางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศไทย ในฐานะประธานคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย–ลาว (ฝ่ายไทย) พร้อมด้วยนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดหลักเขตแดนแบบพิเศษ (หลักเขตแดนที่ 3-18) เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและ สปป.ลาวในโอกาสดังกล่าว นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวรายงานถึงความเป็นมาของการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–ลาว ภายใต้กรอบความร่วมมือของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–ลาว (JBC) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสำรวจแนวเขตแดนตามสันปันน้ำเป็นระยะทางรวม 677.5 กิโลเมตร และจัดทำหลักเขตแดนแล้วจำนวน 211 หลักความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองประเทศในการพัฒนาแนวชายแดนให้เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ มิตรภาพ และการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืนสำหรับหลักเขตแดนที่ 3-18 ตั้งอยู่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋นระหว่างอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน กับเมืองเงิน แขวงไซยะบุลี สปป.ลาว โดยเป็นหลักเขตแดนที่จัดทำขึ้นจากการสำรวจร่วมไทย–ลาว เมื่อปี พ.ศ. 2546 และได้รับการรับรองจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–ลาว (JBC) ครั้งที่ 8 เมื่อปี พ.ศ. 2550ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้ปรับปรุงหลักเขตแดนดังกล่าวเป็น “หลักเขตแดนแบบพิเศษ” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และความร่วมมืออันยาวนานระหว่างไทยและ สปป.ลาว ในวาระครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตการปรับปรุงหลักเขตแดนในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการพัฒนาด้านกายภาพของหลักเขตแดนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม สังคม และวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนอกจากนี้ ยังเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนให้เติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาของทั้งสองประเทศพิธีเปิดหลักเขตแดนแบบพิเศษในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ลาว ที่สะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมืออันแน่นแฟ้น พร้อมก้าวเดินสู่การพัฒนาร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต









