นางเสี่ยน ปักกาเวสูง ผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ช่วงเย็น วันที่ 25 พ.ค.69 ได้เดินข้ามถนนจะไปหาสามี ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็ว ซึ่งตอนนั้นยังคิดว่าทำไมขับรถเร็วจัง แต่ระหว่างที่กำลังเบี่ยงตัวจะเดินไปรถก็มาชนด้านหลังทันที จนล้มลงได้รับบาดเจ็บข้อเท้าข้างขวาหัก ใบหน้า และลำตัวมีบาดแผล ต้องนอนรักษาตัวที่ รพ. ตั้งแต่วันที่ 25-31 พ.ค. 2569 ประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งวันเกิดเหตุลูกสาวและลูกเขยได้เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแต่ตอนนั้นตำรวจยังไม่รับแจ้ง กระทั่งต่อมาทราบว่าคู่กรณีไปแจ้งความ ตอนนอนรักษาตัวที่ รพ.ต้องเสียค่าผ่าตัดเอง 49,045 บาท คู่กรณีไม่เคยไปเยี่ยมเลย และยังบอกถ้าอยากได้ค่าเสียหายให้ไปฟ้องศาลเอาเองอีก กลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้ไปร้องทนายให้ช่วยเหลือ
นายวีรยุทธ ศิริเรืองประภา ทนายความ ระบุว่า จากการรับฟังข้อมูลของผู้บาดเจ็บและดูภาพจุดเกิดเหตุ จากอุบัติเหตุก็ยังบอกไม่ได้ว่าฝ่ายไหนผิดถูกอย่างไร แต่ที่ทางครอบครัวคนเจ็บคาใจ คือ ตอนที่ลูกสาวคนเจ็บไปแจ้งความวันแรก ทำไมตำรวจถึงยังไม่ยังรับแจ้ง แต่วันต่อมาอีกฝ่ายไปแจ้งความทำไมถึงรับแจ้ง และให้ข้อมูลตำรวจทำนองว่าป้า คนเจ็บเดินตัดหน้ารถเอง ทั้งทราบว่าคู่กรณีมีการนำรถไปเช็คประเมินค่าเสียหายที่ต้องซ่อม ก็ไม่รู้ว่าจะมาเรียกค่าซ่อมรถจากคนเจ็บหรือไม่ ทั้งที่ป้าบาดเจ็บสาหัส ทำให้ทางผู้บาดเจ็บกลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ไปร้องเรียนกับตนเอง เพื่อพามาแจ้งความดำเนินคดีกับคู่กรณีฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสจากนั้นทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านคู่กรณี แต่นายอู๊ด ซึ่งเป็นคู่กรณีที่ขับจักรยานยนต์ชน ไปทำงาน พบเพียงภรรยา อยู่บ้าน จึงได้สอบถามข้อเท็จจริงจากอีกฝ่าย ซึ่งภรรยาของนายอู๊ด ให้ข้อมูลว่า หลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งตำรวจที่โรงพักจริง แต่เป็นการลงบันทึกประจำวันว่าเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกับทางคู่กรณี ส่วนที่ผู้บาดเจ็บบอกว่า ไม่เคยไปเยี่ยมที่ รพ.นั้นไม่เป็นความจริง
วันที่ตนไปดูสามีซึ่งได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวที่ รพ. ก็ได้ซื้อน้ำซื้อนมไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บด้วย แต่ผู้บาดเจ็บอาจจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่ยืนยันว่ามีพยานรู้ว่าตนไปเยี่ยมจริง และไม่เคยท้าให้ผู้บาดเจ็บไปฟ้องศาลเลย มีแต่ลูกสาวของผู้บาดเจ็บคะยั้นคะยอจะเอาเงิน 3 หมื่นบาทให้ได้ บอกว่าต้องไปจ่ายค่าผ่าตัดให้แม่ที่บาดเจ็บ ซึ่งตนก็บอกว่าถ้าจะเอาตอนนี้ไม่มีเงินถึง 3 หมื่นก็เท่านั้น ไม่เคยพูดว่าจะไม่รับผิดชอบ แต่ต้องรอให้ตำรวจเรียกไปไกล่เกลี่ยกันก่อน
สุรชัย พิรักษา / บุรีรัมย์






