บุรีรัมย์ป้า ถูก จยย ชนขาหักนั่งรถเข็นขึ้นโรงพักหวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังคู่กรณีท้าอยากได้ค่าเสียหายฟ้องเอา อีกฝ่ายโต้กลับ ทนายวีรยุทธ พาป้าวัย 65 ชาว อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ที่ถูก จยย.ชนขาหักขณะเดินเท้าริมถนน นั่งรอเข็นเข้าแจ้งความ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม นอน รพ. 1 สัปดาห์ คู่กรณีไม่เคยไปเยี่ยม แถมท้าอยากได้ค่าเสียหายให้ฟ้องศาลเอาเอง ด้านเมียคู่กรณียันเคยไปเยี่ยมที่ รพ.แต่อีกฝ่ายอาจจำไม่ได้ ปัดไม่ได้ท้าฟ้องศาล แต่ลูกสาวคนเจ็บจะเรียกเงินค่าผ่าตัดแม่ 3 หมื่น จึงบอกยังไม่มีเพราะแฟนก็เจ็บ รอ ตร.เรียกไกล่เกลี่ย


 (14 มิ.ย.69)    นายวีรยุทธ   ศิริเรืองประภา   ทนายความ   ได้พานางเสี่ยน   ปักกาเวสูง  อายุ 65 ปี ชาวอำเภอปะคำ   จังหวัดบุรีรัมย์  นั่งรถเข็น เข้าแจ้งความที่ สภ.หนองไทร  อ.นางรอง  จ.บุรีรัมย์ ในสภาพข้อเท้าขาข้างขวาหัก ใบหน้าและลำตัวมีแผล  จากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนขณะเดินเท้าอยู่ริมถนน  เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 25  พ.ค.2569     แต่กลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม     โดยให้ข้อมูลว่าหลังเกิดอุบัติเหตุวันแรกลูกสาวผู้บาดเจ็บไปแจ้งความที่โรงพัก   แต่ตำรวจยังไม่รับแจ้ง   แต่พอวันต่อมาภรรยาของคู่กรณี  ไปแจ้งความอ้างว่าป้า  ซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บเดินตัดหน้ารถจักรยานยนต์สามีทำให้เกิดอุบัติเหตุ   แล้วตำรวจก็รับแจ้งความ   อีกทั้งตลอดช่วงที่นอนรักษาตัวอยู่ รพ.ประมาณ  1 สัปดาห์   คู่กรณีที่ขับรถจักรยานยนต์ชนไม่เคยไปเยี่ยมหรือถามไถ่อาการบาดเจ็บเลย    และที่ทำให้ผู้บาดเจ็บรวมถึงครอบครัวรู้สึกไม่สบายใจคือฝั่งคู่กรณีบอกว่าหากอยากได้ค่าเสียหายหรือค่ารักษาให้ไปฟ้องศาลเอาเอง     
  

นางเสี่ยน   ปักกาเวสูง  ผู้บาดเจ็บ  เล่าว่า  ช่วงเย็น วันที่ 25 พ.ค.69   ได้เดินข้ามถนนจะไปหาสามี ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็ว  ซึ่งตอนนั้นยังคิดว่าทำไมขับรถเร็วจัง แต่ระหว่างที่กำลังเบี่ยงตัวจะเดินไปรถก็มาชนด้านหลังทันที   จนล้มลงได้รับบาดเจ็บข้อเท้าข้างขวาหัก  ใบหน้า และลำตัวมีบาดแผล ต้องนอนรักษาตัวที่ รพ. ตั้งแต่วันที่ 25-31 พ.ค. 2569 ประมาณ 1 สัปดาห์   ซึ่งวันเกิดเหตุลูกสาวและลูกเขยได้เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแต่ตอนนั้นตำรวจยังไม่รับแจ้ง   กระทั่งต่อมาทราบว่าคู่กรณีไปแจ้งความ   ตอนนอนรักษาตัวที่ รพ.ต้องเสียค่าผ่าตัดเอง 49,045 บาท   คู่กรณีไม่เคยไปเยี่ยมเลย  และยังบอกถ้าอยากได้ค่าเสียหายให้ไปฟ้องศาลเอาเองอีก   กลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้ไปร้องทนายให้ช่วยเหลือ

 นายวีรยุทธ   ศิริเรืองประภา   ทนายความ ระบุว่า  จากการรับฟังข้อมูลของผู้บาดเจ็บและดูภาพจุดเกิดเหตุ   จากอุบัติเหตุก็ยังบอกไม่ได้ว่าฝ่ายไหนผิดถูกอย่างไร   แต่ที่ทางครอบครัวคนเจ็บคาใจ คือ ตอนที่ลูกสาวคนเจ็บไปแจ้งความวันแรก ทำไมตำรวจถึงยังไม่ยังรับแจ้ง   แต่วันต่อมาอีกฝ่ายไปแจ้งความทำไมถึงรับแจ้ง  และให้ข้อมูลตำรวจทำนองว่าป้า คนเจ็บเดินตัดหน้ารถเอง ทั้งทราบว่าคู่กรณีมีการนำรถไปเช็คประเมินค่าเสียหายที่ต้องซ่อม  ก็ไม่รู้ว่าจะมาเรียกค่าซ่อมรถจากคนเจ็บหรือไม่   ทั้งที่ป้าบาดเจ็บสาหัส   ทำให้ทางผู้บาดเจ็บกลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม   จึงได้ไปร้องเรียนกับตนเอง    เพื่อพามาแจ้งความดำเนินคดีกับคู่กรณีฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
จากนั้นทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านคู่กรณี   แต่นายอู๊ด   ซึ่งเป็นคู่กรณีที่ขับจักรยานยนต์ชน  ไปทำงาน  พบเพียงภรรยา  อยู่บ้าน   จึงได้สอบถามข้อเท็จจริงจากอีกฝ่าย   ซึ่งภรรยาของนายอู๊ด   ให้ข้อมูลว่า  หลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งตำรวจที่โรงพักจริง  แต่เป็นการลงบันทึกประจำวันว่าเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น  ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกับทางคู่กรณี    ส่วนที่ผู้บาดเจ็บบอกว่า  ไม่เคยไปเยี่ยมที่ รพ.นั้นไม่เป็นความจริง
วันที่ตนไปดูสามีซึ่งได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวที่ รพ.  ก็ได้ซื้อน้ำซื้อนมไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บด้วย   แต่ผู้บาดเจ็บอาจจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร   แต่ยืนยันว่ามีพยานรู้ว่าตนไปเยี่ยมจริง    และไม่เคยท้าให้ผู้บาดเจ็บไปฟ้องศาลเลย  มีแต่ลูกสาวของผู้บาดเจ็บคะยั้นคะยอจะเอาเงิน 3 หมื่นบาทให้ได้  บอกว่าต้องไปจ่ายค่าผ่าตัดให้แม่ที่บาดเจ็บ  ซึ่งตนก็บอกว่าถ้าจะเอาตอนนี้ไม่มีเงินถึง 3 หมื่นก็เท่านั้น   ไม่เคยพูดว่าจะไม่รับผิดชอบ  แต่ต้องรอให้ตำรวจเรียกไปไกล่เกลี่ยกันก่อน


       สุรชัย    พิรักษา / บุรีรัมย์

ใหม่กว่า เก่ากว่า