“สุภานันท์” จี้รัฐบาลแก้น้ำมันแพง-ปุ๋ยพุ่ง เสนอ 4 มาตรการรื้อโครงสร้างพลังงาน ด้าน “เอกนัฏ” แจงดึงเงินโรงกลั่นหมื่นล้านตรึงราคาช่วยประชาชน

สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม สะท้อนความเดือดร้อนประชาชนและเกษตรกรจากวิกฤตราคาน้ำมัน-ปุ๋ยแพง เสนอปฏิรูประบบพลังงานและโลจิสติกส์ ขณะที่ รมว.พลังงาน ยืนยันรัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาเต็มที่ พร้อมออกมาตรการลดผลกระทบค่าครองชีพเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นางสาวสุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต 6 พรรคกล้าธรรม ได้ตั้งกระทู้ถามทั่วไปต่อนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของประเทศ ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคการเกษตรอย่างกว้างขวางน.ส.สุภานันท์ ระบุว่า พื้นที่อำเภอพร้าว เชียงดาว เวียงแหง และไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนค่าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในด้านการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกลพร้อมกันนี้ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการกระจายน้ำมันเพื่อลดปัญหาการขาดแคลน
การจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว และการเร่งแก้ไขปัญหาราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นจากการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้รับมอบหมายให้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดึงเงินจากโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง ในอัตรา 2-5 บาทต่อลิตร สามารถรวบรวมเงินได้เกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ลดภาระราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการรมว.พลังงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวช่วยชะลอการปรับขึ้นราคาดีเซล ซึ่งหากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดอาจพุ่งสูงถึง 67-70 บาทต่อลิตร แต่สามารถรักษาระดับราคาไว้ที่ประมาณ 40 บาทต่อลิตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมทั้งอยู่ระหว่างศึกษามาตรการถาวรในการกำกับดูแลค่าการกลั่นหากเกิดวิกฤตในอนาคตสำหรับสถานการณ์สำรองน้ำมันของประเทศ นายเอกนัฏ ยืนยันว่า ไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งานมากกว่า 100 วัน เมื่อรวมปริมาณน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งและสัญญาซื้อล่วงหน้า อีกทั้งยังได้ขยายสถานีบริการน้ำมันบี 20 จากไม่ถึง 100 แห่ง เป็นกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ยอดการใช้น้ำมันบี 20 เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับภาคขนส่งและภาคเกษตรกรรมในส่วนของปัญหาราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานโลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยอมรับว่า ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ จึงได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาและป้องกันการขาดแคลนสินค้า พร้อมผลักดันโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตวัตถุดิบปุ๋ยภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติในระยะยาวขณะที่ น.ส.สุภานันท์ กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่เข้าชี้แจง พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงทางพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ การขนส่ง และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมแสดงความหวังว่ามาตรการของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม 
ภาพข่าว//ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าวนิวส์24สถานีประชาชนประจำจังหวัดน่าน








ใหม่กว่า เก่ากว่า