เมื่อเวลา 16.00 น วันที่ 18 มกราคม 69 ผู้สื่อข่าวรับแจ้งมีเหตุ หญิง 2 คน ยืนถือป้ายไวนิลกลางไฟแดงห้าแยกปากเกร็ด มีข้อความบนป้ายว่า "บ้านภูมิเวทปากเกร็ด/ บังคับแม่พิการ/ยกลูกให้คนอื่น/ห้ามแม่กับยายพบพูดคุยกับเด็ก/ ต้องการเปลี่ยนคนดูแล/หัวหน้าสั่งเอาเด็กคนนี้ส่งไปเพื่อไว้ใช้/ยายขอให้ช่วยหลานด้วยค่ะ" ทำให้รถที่ขับผ่านไปมาและติดไฟแดงต่างพากัน สนใจแปลกใจไปตามๆกันว่าเกิดอะไรขึ้น
นางอรยาณี หรือยายอร อายุ 63 ปี เผยว่าที่ ตนกับลูกสาว คือนางสาวปทุมวดี (ป่วยเป็นจีตเวช) อายุ 45 ปี มาถือป้ายประท้วงครั้งนี้ เพราะตนไม่ได้รับความยุติธรรมจากสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด ภายในซอยภูมิเวท อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากหลานชายของตนเอง และเป็นลูกชายของลูกสาว ชื่อ "น้องมังกร" อายุ 13 ปี ปัจจุบันถูกนำมาอยู่ที่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด ตนกับลูกสาวมาติดต่อและขอเยี่ยมหลายครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธบ่ายเบี่ยง ไม่อำนวยความสะดวก บอกว่าตนเป็นเพียงแค่ยายไม่มีสิทธิ์เยี่ยม คนจะเยี่ยมมีได้แค่แม่คนเดียวเท่านั้น อีกทั้งตนยังทราบว่าหลานชายกำลังจะถูกทำเรื่องส่งไปอยู่กับพี่สาวตนเองที่นครศรีธรรมราช ทั้งๆที่ตนเองกับลูกสาว ก็อยากจะได้ น้องมังกรกลับไปเลี้ยงดูเหมือนเดิมเพราะตนเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยเหลือ
นายจิรวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดของคุณยาย ปัจจุบันน้องมังกรเรียนอยู่ชั้น ม.1 ในโรงเรียนที่มีชื่อของอำเภอปากเกร็ด แล้วมีผลการเรียนที่ดี น้องมีความตั้งใจอยากจะเรียนจบในระดับปริญญาตรี ส่วนสาเหตุที่น้องต้องมาอยู่ ที่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด เพราะทางเราเองได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งน้องมังกรเองเป็นผู้แจ้งว่าถูกยายทำร้าย เฆี่ยนตีบังคับให้ไปขายของ ทำให้น้องรับสภาพไม่ไหว จึงไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนกระทั่งมีการประสานมายังสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด เพื่อดูแลและช่วยเหลือน้อง ส่วนสาเหตุที่ยายไม่ได้เข้าเยี่ยมนั้น เป็นความประสงค์ของเด็กที่ไม่อยากเจอคุณยาย ซึ่งเราพยายามพูดคุยอธิบายเหตุผลให้เวลากับเด็กในการปรับสภาพ อีกทั้งการเข้าเยี่ยมก็มีกฎระเบียบ เยี่ยมได้แค่เดือนละ 1 ครั้ง สำหรับผู้เป็นแม่ หรือญาติทุกครั้งที่เยี่ยมก็จะไม่เกิน 2 ชั่วโมง ทำให้คุณยายเข้าใจผิดคิดว่าทางเรากีดกัน
ต่อมาทาง นายอภิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคม ได้พาทนายรณณรงค์และผู้สื่อข่าวไปพบกับน้องมังกร ซึ่งเพิ่งเลิกเรียนและอยู่ในห้องรับรอง โดยน้องมังกรยืนยันว่าตนเองอยู่ที่นี่มีความสุขสบายทุกคนดีกับตนเองมาก ตนอยากเรียนให้จบปริญญาตรี และยังไม่อยากกลับไปอยู่กับยาย ที่ผ่านมายอมรับว่าเคยถูกย้ายตีและทำร้ายบ่อยครั้ง ยายบังคับให้ไปขายของ แถมยายเคยพูดว่าจะไม่ให้เรียนต่อ ตนอยากอยู่ทั่นี่หากถึงเวลานั้นเรียนจบแล้วก็ขอให้เป็นไปตามความเห็นของผู้ใหญ่ในสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ดที่ช่วยเหลือตนเองมาตลอด
จากนั้นทางนายอภิวัฒน์ ได้พาน้องมังกร ไปยังห้องประชุม ซึ่งมีนายจิรวัฒน์ ผู้ปกครองสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด พร้อมด้วยคุณยายและคุณแม่นั่งรออยู่ ทันทีที่เจอหน้าน้องมังกรได้ยกมือไหว้ยายกับแม่ ซึ่งยายเองได้ถามว่า อยู่ที่นี่เป็นอย่างไรน้องมังกรก็บอกว่าสบายดียายจึงถามว่าขาดเหลืออะไรไหมอยากได้โทรศัพท์หรือเปล่ายายจะหาให้ น้องมังกรเองก็บอกว่าอยากได้ แต่เกรงใจเพราะยายจะเสียเงิน เปลืองเงินเปล่าๆ อีกทั้งระเบียบของที่นี่ก็ไม่อนุญาตให้พกพาโทรศัพท์ได้ พอคุณยายทราบว่าหลานอยู่สุขสบายและมีผลการเรียนที่ดีก็ถึงกับยิ้ม และเข้าใจถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่และยืนยันว่าไม่ติดใจจะไม่ถือป้ายไปประท้วงที่ไหนแล้ว แต่ก็ฝากของให้เจ้าหน้าที่ ช่วยให้ความสำคัญ เวลาที่ตนกลับแม่ของน้องมังกรมาติดต่อขอเข้าเยี่ยม ก็อยากให้อำนวยความสะดวกให้ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่เอง ก็รับปากว่าจะประสานและสั่งการให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนในสถานแรกและเด็กชายปากเกร็ด คอยดูแลและต้อนรับเวลาที่ยายกับแม่มาเยี่ยมน้องมังกร โดยทั้งหมดใช้เวลาพูดคุยนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะขอให้
น้องมังกรได้กลับไปทำการบ้านทบทวนวิชาเนื่องจากเพิ่งเปิดเทอมได้ไม่กี่วัน โดยยายยืนยันว่าพรุ่งนี้กับแม่จะมาเยี่ยมน้องมังกรจะซื้อขนมนมเนยพร้อมทั้งนำโทรศัพท์มาให้ใช้ในยามจำเป็นที่ไปโรงเรียน โดยทั้งยายและแม่รวมทั้งน้องมังกรได้กอดหอมแก้มกันด้วยความดีใจ โดยยายกล่าวว่าตนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดและไม่ติดใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่อีกต่อไปแล้ว
นางอรยาณี หรือยายอร อายุ 63 ปี เผยว่าที่ ตนกับลูกสาว คือนางสาวปทุมวดี (ป่วยเป็นจีตเวช) อายุ 45 ปี มาถือป้ายประท้วงครั้งนี้ เพราะตนไม่ได้รับความยุติธรรมจากสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด ภายในซอยภูมิเวท อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากหลานชายของตนเอง และเป็นลูกชายของลูกสาว ชื่อ "น้องมังกร" อายุ 13 ปี ปัจจุบันถูกนำมาอยู่ที่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด ตนกับลูกสาวมาติดต่อและขอเยี่ยมหลายครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธบ่ายเบี่ยง ไม่อำนวยความสะดวก บอกว่าตนเป็นเพียงแค่ยายไม่มีสิทธิ์เยี่ยม คนจะเยี่ยมมีได้แค่แม่คนเดียวเท่านั้น อีกทั้งตนยังทราบว่าหลานชายกำลังจะถูกทำเรื่องส่งไปอยู่กับพี่สาวตนเองที่นครศรีธรรมราช ทั้งๆที่ตนเองกับลูกสาว ก็อยากจะได้ น้องมังกรกลับไปเลี้ยงดูเหมือนเดิมเพราะตนเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยเหลือ
ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวยืนสอบถามเรื่องราวอยู่นั้นเองปรากฏว่า ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ว่าที่ร้อยตรีรภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิ ได้ขับรถติดไฟแดงเพื่อที่จะเข้าไปที่สำนักงานมูลนิธิ ตรงถนนแจ้งวัฒนะ และเห็นเข้าจึงได้ลงมาสอบถามสาเหตุที่มายืนถือป้ายประท้วงในครั้งนี้
จากนั้นทางทนายรณณรงค์ ว่าที่ ร.ต.รภัสสิทธิ์ พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวจึงได้เดินเท้ากว่า 2 กิโลเมตรจากห้าแยกปากเกร็ดไปยังสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด ซึ่งอยู่ภายในซอยข้างห้างเมเจอร์ เพื่อสอบถามเรื่องราวจากทางสถาน แรกรับเด็กชายปากเกร็ด โดยมี นายจิรวัฒน์ จันทร์หอม ผู้ปกครองสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด นายอภิวัฒน์ วิริยาภิรมย์ หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคมสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด ให้การต้อนรับและพาเข้าห้องประชุม เพื่อพูดคุยหาข้อสรุปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นนายจิรวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดของคุณยาย ปัจจุบันน้องมังกรเรียนอยู่ชั้น ม.1 ในโรงเรียนที่มีชื่อของอำเภอปากเกร็ด แล้วมีผลการเรียนที่ดี น้องมีความตั้งใจอยากจะเรียนจบในระดับปริญญาตรี ส่วนสาเหตุที่น้องต้องมาอยู่ ที่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด เพราะทางเราเองได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งน้องมังกรเองเป็นผู้แจ้งว่าถูกยายทำร้าย เฆี่ยนตีบังคับให้ไปขายของ ทำให้น้องรับสภาพไม่ไหว จึงไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนกระทั่งมีการประสานมายังสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด เพื่อดูแลและช่วยเหลือน้อง ส่วนสาเหตุที่ยายไม่ได้เข้าเยี่ยมนั้น เป็นความประสงค์ของเด็กที่ไม่อยากเจอคุณยาย ซึ่งเราพยายามพูดคุยอธิบายเหตุผลให้เวลากับเด็กในการปรับสภาพ อีกทั้งการเข้าเยี่ยมก็มีกฎระเบียบ เยี่ยมได้แค่เดือนละ 1 ครั้ง สำหรับผู้เป็นแม่ หรือญาติทุกครั้งที่เยี่ยมก็จะไม่เกิน 2 ชั่วโมง ทำให้คุณยายเข้าใจผิดคิดว่าทางเรากีดกัน
ต่อมาทาง นายอภิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคม ได้พาทนายรณณรงค์และผู้สื่อข่าวไปพบกับน้องมังกร ซึ่งเพิ่งเลิกเรียนและอยู่ในห้องรับรอง โดยน้องมังกรยืนยันว่าตนเองอยู่ที่นี่มีความสุขสบายทุกคนดีกับตนเองมาก ตนอยากเรียนให้จบปริญญาตรี และยังไม่อยากกลับไปอยู่กับยาย ที่ผ่านมายอมรับว่าเคยถูกย้ายตีและทำร้ายบ่อยครั้ง ยายบังคับให้ไปขายของ แถมยายเคยพูดว่าจะไม่ให้เรียนต่อ ตนอยากอยู่ทั่นี่หากถึงเวลานั้นเรียนจบแล้วก็ขอให้เป็นไปตามความเห็นของผู้ใหญ่ในสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ดที่ช่วยเหลือตนเองมาตลอด
จากนั้นทางนายอภิวัฒน์ ได้พาน้องมังกร ไปยังห้องประชุม ซึ่งมีนายจิรวัฒน์ ผู้ปกครองสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด พร้อมด้วยคุณยายและคุณแม่นั่งรออยู่ ทันทีที่เจอหน้าน้องมังกรได้ยกมือไหว้ยายกับแม่ ซึ่งยายเองได้ถามว่า อยู่ที่นี่เป็นอย่างไรน้องมังกรก็บอกว่าสบายดียายจึงถามว่าขาดเหลืออะไรไหมอยากได้โทรศัพท์หรือเปล่ายายจะหาให้ น้องมังกรเองก็บอกว่าอยากได้ แต่เกรงใจเพราะยายจะเสียเงิน เปลืองเงินเปล่าๆ อีกทั้งระเบียบของที่นี่ก็ไม่อนุญาตให้พกพาโทรศัพท์ได้ พอคุณยายทราบว่าหลานอยู่สุขสบายและมีผลการเรียนที่ดีก็ถึงกับยิ้ม และเข้าใจถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่และยืนยันว่าไม่ติดใจจะไม่ถือป้ายไปประท้วงที่ไหนแล้ว แต่ก็ฝากของให้เจ้าหน้าที่ ช่วยให้ความสำคัญ เวลาที่ตนกลับแม่ของน้องมังกรมาติดต่อขอเข้าเยี่ยม ก็อยากให้อำนวยความสะดวกให้ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่เอง ก็รับปากว่าจะประสานและสั่งการให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนในสถานแรกและเด็กชายปากเกร็ด คอยดูแลและต้อนรับเวลาที่ยายกับแม่มาเยี่ยมน้องมังกร โดยทั้งหมดใช้เวลาพูดคุยนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะขอให้
น้องมังกรได้กลับไปทำการบ้านทบทวนวิชาเนื่องจากเพิ่งเปิดเทอมได้ไม่กี่วัน โดยยายยืนยันว่าพรุ่งนี้กับแม่จะมาเยี่ยมน้องมังกรจะซื้อขนมนมเนยพร้อมทั้งนำโทรศัพท์มาให้ใช้ในยามจำเป็นที่ไปโรงเรียน โดยทั้งยายและแม่รวมทั้งน้องมังกรได้กอดหอมแก้มกันด้วยความดีใจ โดยยายกล่าวว่าตนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดและไม่ติดใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่อีกต่อไปแล้ว

















