เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงลูกจ้างหรือพนักงานที่ทำตามคำสั่งของสองสามีภรรยา เจ้าของเต้นท์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เท่านั้น
เต้นท์รถดังกล่าวมีพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชนในหลายรูปแบบ เช่น รับซื้อขายรถยนต์ที่ติดไฟแนนซ์ รับที่จะใช้จ่ายค่างวดค่าเบี้ยปรับให้ลูกค้า และปิดบัญชีให้ หลังจากที่ลูกค้าขายรถยนต์ให้ทางเต็นท์แล้ว กลับไม่ได้ปิดบัญชี และไม่จ่ายส่วนต่างให้ตามที่ตกลง เป็นเหตุให้ลูกค้าถูกฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าซื้อที่มีอยู่เดิม บางรายต้องผ่อนกุญแจเปล่าๆ เพราะเมื่อลูกค้าขอรถคืนก็จะแจ้งลูกค้าว่าขายรถไปแล้ว แต่ไม่ยอมปิดงวดไฟแนนซ์เดิมทำให้ลูกค้าถูกฟ้อง ส่วนลูกค้าที่ซื้อรถต่อก็ไม่ทราบว่ารถติดไฟแนนซ์ และโดนไฟแนนซ์เดิมตามยึด และเมื่อผ่อนหมดก็ไม่สามารถโอนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ ส่วนเต็นท์ที่รับซื้อไม่รับผิดชอบใดๆ
จนผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความ และร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ เคยมีหลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบแต่เรื่องก็เงียบ ถึงขั้น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ก็เคยมาติดตาม และเร่งรัดคดีด้วยตนเอง แต่ก็ยังก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เกรงกลัวจนผู้เสียหายเชื่อว่ามีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง กระทั่งนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ พาผู้เสียหายเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม และยังเป็นโจทย์ร่วมกับพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ก่อเหตุ จนล่าสุดศาลบุรีรัมย์ ได้ตัดสินจำคุกทั้งสองสามีภรรยาดังกล่าว เรียกได้ว่าปิดตำนานคดีมหากาพย์ที่ต่อสู้มาร่วม 10 ปี
หลังจากศาลสั่งจำคุกทั้งสองสามีภรรยาในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” คนละ 318 ปี พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยก็ได้ยื่นประกันตัวออกไป ขณะที่ผู้เสียหายก็เตรียมยื่นอุทธรณ์กรณีที่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ถูกยกฟ้อง เพราะเชื่อว่าทั้งสองมีส่วนรู้เห็นกับการฉ้อโกงกังเจ้าของเต้นท์
นายนิคม แม่นศรรา หนึ่งในผู้เสียหาย บอกว่า วันนี้ดีใจมากที่ศาลท่านให้ความเป็นธรรม ตัดสินจำคุกทั้งสองสามีภรรยาคนละ 318 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหาย หลังจากที่ต่อสู้มานานถึง 6 ปี ที่ผ่านมาเดือดร้อนมากทั้งเสียเวลาทำมาหากิน เสียเงินในการต่อสู้คดี ก็ขอบคุณทนายอั๋นบุรีรัมย์ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทั้งพาเดินเรียกร้องความเป็นธรรม และเป็นทนายให้ จนทำให้มีวันนี้
ขณะที่นางสมนึก แป้นรินทร์ อายุ 65 ปี ชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ อีกหนึ่งผู้เสียหายซึ่งตาขวาบอกสนิท และตาซ้ายฝ่าฟาง บอกว่า ตนและสามีได้หอบเงินสด 130,000 บาทไปซื้อรถกระบะที่เต้นท์ดังกล่าว เพราะอยากมีรถไว้เดินทางไปหาหมอเพื่อรักษาดวงตา ที่ รพ.ขอนแก่น แต่พอจ่ายเงินแล้วกลับหลอกว่าให้มารับเล่มในวันหลัง แต่พอผ่านไป 1 เดือนขับรถไปถามหาเล่มก่อนถึงเต้นท์กลับถูกตำรวจจับ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นรถเถื่อนไม่มีเล่มรถ จนต้องเสียค่าปรับ จากนั้นจึงขับรถไปคืนเต้นท์และขอเงินคืน แต่ทางเต้นท์กลับข่มขู่ ยึดทั้งรถไว้และไม่จ่ายเงินคืนให้ ให้ทำสูญเงินไปฟรีๆ 130,000 บาท จึงตัดสินใจแจ้งความ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ก็ดีใจที่ศาลให้ความเป็นธรรมตัดสินจำคุกผู้กระทำผิดและให้ชดใช้เงิน รถยนต์และทรัพย์สินแก่ผู้เสียหาย ก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าเวรกรรมมีจริงแม้แต่ตนซึ่งพิการตาบอด ยังโกงได้ลงคอสุรชัย พิรักษา / บุรีรัมย์










