บุรีรัมย์ปิดตำนานคดีมหากาพย์ศาลสั่งจำคุกสองผัวเมียเจ้าของเต้นท์รถคนละ 318 ปียายตาบอดที่ตกเป็นเหยื่อเผยกรรมมีจริง ปิดตำนานคดีมหากาพย์เต้นท์รถมือสองรายใหญ่ที่บุรีรัมย์ ฉ้อโกงซื้อขาย-แลกเปลี่ยนรถยนต์ผู้เสียหายหลายจังหวัดกว่า 200 ราย ล่าสุดศาลสั่งจำคุกสองผัวเมียเจ้าของเต็นท์ คนละ 318 ปี พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ผู้เสียหายขอบคุณศาลที่เมตตาให้ความเป็นธรรมหลังรอมานาน 10 ปี และขอบคุณทนายอั๋นที่ช่วยเดินเรื่อง ร่วมเป็นโจทย์ในคดี ยายตาบอดที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกซื้อรถสูญเกือบ 2 แสนเผยกรรมมีจริง

(21 มี.ค.69)  ผู้เสียหายกลุ่มแรกในคดีที่ถูกเต้นท์รถมือสองรายใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์  ฉ้อโกงในการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์ จากหลายจังหวัดภาคอีสาน เช่น จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และ จ.นครราชสีมา  ต่างดีใจหลังเดินทางไปฟังคำพิพากษาศาล  ที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์  โดยศาลได้ตัดสินให้จำเลยที่ 1 คือ หจก.นิ่มนวลกลการ ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายกลุ่มแรกจำนวน 162 คน เป็นเงิน 4 ล้าน 7 แสนบาท   ส่วนจำเลยที่ 2  คือ น.ส.นิ่มนวล  และจำเลยที่ 3 คือนายสมบูรณ์ หรือเสี่ยสมบูรณ์  สองสามีภรรยา ซึ่งเป็นเจ้าของเต้นท์รถมือสองที่ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์มานานนับ 10 ปีจนกลายเป็นคดีมหากาพย์  ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ 318 ปี   พร้อมให้ทั้งสองชดใช้รถยนต์ และที่ดินเกี่ยวกับการทำธุรกรรมซื้อขายรถยนต์คืนแก่ผู้เสียหายทั้งหมดด้วย   ส่วนจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5  ศาลยกฟ้อง

เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงลูกจ้างหรือพนักงานที่ทำตามคำสั่งของสองสามีภรรยา  เจ้าของเต้นท์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เท่านั้น   

เต้นท์รถดังกล่าวมีพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชนในหลายรูปแบบ เช่น รับซื้อขายรถยนต์ที่ติดไฟแนนซ์ รับที่จะใช้จ่ายค่างวดค่าเบี้ยปรับให้ลูกค้า และปิดบัญชีให้ หลังจากที่ลูกค้าขายรถยนต์ให้ทางเต็นท์แล้ว กลับไม่ได้ปิดบัญชี และไม่จ่ายส่วนต่างให้ตามที่ตกลง เป็นเหตุให้ลูกค้าถูกฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าซื้อที่มีอยู่เดิม บางรายต้องผ่อนกุญแจเปล่าๆ เพราะเมื่อลูกค้าขอรถคืนก็จะแจ้งลูกค้าว่าขายรถไปแล้ว แต่ไม่ยอมปิดงวดไฟแนนซ์เดิมทำให้ลูกค้าถูกฟ้อง ส่วนลูกค้าที่ซื้อรถต่อก็ไม่ทราบว่ารถติดไฟแนนซ์ และโดนไฟแนนซ์เดิมตามยึด และเมื่อผ่อนหมดก็ไม่สามารถโอนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ ส่วนเต็นท์ที่รับซื้อไม่รับผิดชอบใดๆ 

จนผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความ และร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ  เคยมีหลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบแต่เรื่องก็เงียบ  ถึงขั้น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.  ก็เคยมาติดตาม และเร่งรัดคดีด้วยตนเอง  แต่ก็ยังก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง  โดยไม่เกรงกลัวจนผู้เสียหายเชื่อว่ามีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง  กระทั่งนายภัทรพงศ์   ศุภักษร   หรือทนายอั๋น  ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ พาผู้เสียหายเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม  และยังเป็นโจทย์ร่วมกับพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ก่อเหตุ  จนล่าสุดศาลบุรีรัมย์ ได้ตัดสินจำคุกทั้งสองสามีภรรยาดังกล่าว   เรียกได้ว่าปิดตำนานคดีมหากาพย์ที่ต่อสู้มาร่วม 10 ปี

 หลังจากศาลสั่งจำคุกทั้งสองสามีภรรยาในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” คนละ 318 ปี พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหาย  จำเลยก็ได้ยื่นประกันตัวออกไป   ขณะที่ผู้เสียหายก็เตรียมยื่นอุทธรณ์กรณีที่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ถูกยกฟ้อง  เพราะเชื่อว่าทั้งสองมีส่วนรู้เห็นกับการฉ้อโกงกังเจ้าของเต้นท์

 นายนิคม   แม่นศรรา   หนึ่งในผู้เสียหาย  บอกว่า  วันนี้ดีใจมากที่ศาลท่านให้ความเป็นธรรม ตัดสินจำคุกทั้งสองสามีภรรยาคนละ 318 ปี  และให้ชดใช้ค่าเสียหาย หลังจากที่ต่อสู้มานานถึง 6 ปี ที่ผ่านมาเดือดร้อนมากทั้งเสียเวลาทำมาหากิน เสียเงินในการต่อสู้คดี   ก็ขอบคุณทนายอั๋นบุรีรัมย์  ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทั้งพาเดินเรียกร้องความเป็นธรรม และเป็นทนายให้  จนทำให้มีวันนี้

 ขณะที่นางสมนึก  แป้นรินทร์ อายุ 65 ปี ชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์  อีกหนึ่งผู้เสียหายซึ่งตาขวาบอกสนิท และตาซ้ายฝ่าฟาง  บอกว่า  ตนและสามีได้หอบเงินสด 130,000 บาทไปซื้อรถกระบะที่เต้นท์ดังกล่าว   เพราะอยากมีรถไว้เดินทางไปหาหมอเพื่อรักษาดวงตา ที่ รพ.ขอนแก่น แต่พอจ่ายเงินแล้วกลับหลอกว่าให้มารับเล่มในวันหลัง   แต่พอผ่านไป 1 เดือนขับรถไปถามหาเล่มก่อนถึงเต้นท์กลับถูกตำรวจจับ  เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นรถเถื่อนไม่มีเล่มรถ   จนต้องเสียค่าปรับ  จากนั้นจึงขับรถไปคืนเต้นท์และขอเงินคืน แต่ทางเต้นท์กลับข่มขู่  ยึดทั้งรถไว้และไม่จ่ายเงินคืนให้  ให้ทำสูญเงินไปฟรีๆ 130,000 บาท  จึงตัดสินใจแจ้งความ  ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 10 ปี  ก็ดีใจที่ศาลให้ความเป็นธรรมตัดสินจำคุกผู้กระทำผิดและให้ชดใช้เงิน รถยนต์และทรัพย์สินแก่ผู้เสียหาย  ก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าเวรกรรมมีจริงแม้แต่ตนซึ่งพิการตาบอด  ยังโกงได้ลงคอ







   สุรชัย     พิรักษา / บุรีรัมย์

ใหม่กว่า เก่ากว่า