เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอรีน ถนนพระราม 9 ในการบรรยายหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง CEO CONNEXT ผู้นำการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ รุ่นที่ 1 (บนยศ.1) ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ประธานมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชน วัฒนธรรมและธรรมาภิบาล และที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างของการเมืองไทย ตั้งแต่ระบบพรรคการเมือง การเลือกตั้ง ไปจนถึงกลไกตรวจสอบถ่วงดุล พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างเสถียรภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ดร.ถวิลวดี ระบุว่า พรรคการเมืองต้องเข้มแข็งจึงจะทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ แต่ระบบกฎหมายของไทยกลับเปิดช่องให้ยุบพรรคได้โดยง่าย ทำให้การเมืองไม่ต่อเนื่อง เสนอให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดเงื่อนไขการยุบพรรค ขณะเดียวกันย้ำว่าไม่ควรแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงหมวดสิทธิเสรีภาพซึ่งมีหลักการที่ดีอยู่แล้ว แต่ควรปรับบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง
ในด้านการกำหนดนโยบายสาธารณะ ชี้ว่าต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทว่ากลไกตรวจสอบถ่วงดุลในปัจจุบันยังมีปัญหา โดยเฉพาะองค์กรอิสระซึ่งมีบทบาทสูงแต่ขาดกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมีข้อจำกัด ส่งผลให้การตรวจสอบจำนวนมากเคลื่อนไปนอกสภา ผ่านการชุมนุมบนท้องถนนซึ่งเป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมที่กฎหมายรองรับ
พร้อมเสนอปฏิรูประบบเลือกตั้ง โดยเห็นว่าควรใช้ ระบบสัดส่วน เพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนส่วนน้อยมีตัวแทนในสภา ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ใช้โควตาเพื่อเพิ่มความหลากหลาย รวมถึงแนวคิดจัดการเลือกตั้งหลายระดับพร้อมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเสนอให้ทบทวน สิทธิเลือกตั้งของผู้ต้องขัง ซึ่งหลายประเทศอนุญาตแล้ว
อีกประเด็นสำคัญคือปัญหา “คนทะเบียนบ้านกลาง” ซึ่งประชาชนจำนวนมากถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเพียงเพราะไม่มีที่อยู่ถาวร ทั้งที่ไม่ใช่คนไร้บ้าน หากอยู่ในทะเบียนบ้านกลางเป็นเวลานานอาจกระทบถึงสถานะความเป็นคนไทย ดร.ถวิลวดี ระบุว่าได้หารือกับ กกต. แล้ว และขอให้สมาชิกวุฒิสภาช่วยผลักดันการแก้ไข เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม อดีต ส.ส. กล่าวถึงการสร้าง “พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย” โดยเน้นการคิดวิเคราะห์ เคารพความแตกต่าง รู้เท่าทันข้อมูล ใช้เสรีภาพอย่างรับผิดชอบ และมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ พร้อมชี้ว่าประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ต้องมี “พลเมืองตื่นรู้” หรือ Active Citizen ไม่ใช่เพียงผู้รอรับหรือถูกครอบงำ
ดร.ถวิลวดี ระบุว่า พรรคการเมืองต้องเข้มแข็งจึงจะทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ แต่ระบบกฎหมายของไทยกลับเปิดช่องให้ยุบพรรคได้โดยง่าย ทำให้การเมืองไม่ต่อเนื่อง เสนอให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดเงื่อนไขการยุบพรรค ขณะเดียวกันย้ำว่าไม่ควรแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงหมวดสิทธิเสรีภาพซึ่งมีหลักการที่ดีอยู่แล้ว แต่ควรปรับบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง
ในด้านการกำหนดนโยบายสาธารณะ ชี้ว่าต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทว่ากลไกตรวจสอบถ่วงดุลในปัจจุบันยังมีปัญหา โดยเฉพาะองค์กรอิสระซึ่งมีบทบาทสูงแต่ขาดกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมีข้อจำกัด ส่งผลให้การตรวจสอบจำนวนมากเคลื่อนไปนอกสภา ผ่านการชุมนุมบนท้องถนนซึ่งเป็นรูปแบบการมีส่วนร่วมที่กฎหมายรองรับ
พร้อมเสนอปฏิรูประบบเลือกตั้ง โดยเห็นว่าควรใช้ ระบบสัดส่วน เพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนส่วนน้อยมีตัวแทนในสภา ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ใช้โควตาเพื่อเพิ่มความหลากหลาย รวมถึงแนวคิดจัดการเลือกตั้งหลายระดับพร้อมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเสนอให้ทบทวน สิทธิเลือกตั้งของผู้ต้องขัง ซึ่งหลายประเทศอนุญาตแล้ว
อีกประเด็นสำคัญคือปัญหา “คนทะเบียนบ้านกลาง” ซึ่งประชาชนจำนวนมากถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเพียงเพราะไม่มีที่อยู่ถาวร ทั้งที่ไม่ใช่คนไร้บ้าน หากอยู่ในทะเบียนบ้านกลางเป็นเวลานานอาจกระทบถึงสถานะความเป็นคนไทย ดร.ถวิลวดี ระบุว่าได้หารือกับ กกต. แล้ว และขอให้สมาชิกวุฒิสภาช่วยผลักดันการแก้ไข เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม อดีต ส.ส. กล่าวถึงการสร้าง “พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย” โดยเน้นการคิดวิเคราะห์ เคารพความแตกต่าง รู้เท่าทันข้อมูล ใช้เสรีภาพอย่างรับผิดชอบ และมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ พร้อมชี้ว่าประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ต้องมี “พลเมืองตื่นรู้” หรือ Active Citizen ไม่ใช่เพียงผู้รอรับหรือถูกครอบงำ
การบรรยายครั้งนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ของการเมืองไทย ตั้งแต่โครงสร้างรัฐธรรมนูญ ระบบเลือกตั้ง ไปจนถึงการสร้างพลเมือง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีส่วนร่วมในระยะยาว





