Top News/ข่าวยอดนิยม

Recent News/ข่าวล่าสุด

อาชีวะลุยน้ำ! ระดมทีม “Fix it” ฟื้นหาดใหญ่ 30 จุด เร่งช่วยชาวบ้านไม่หยุดแม้วิกฤตยังไม่คลี่คลาย

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและให้กำลังใจครู บุคลากร และนักศึกษาอาชีวะอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่ยังท้าทาย
นายยศพลเปิดเผยว่า ได้สั่งจัดทีม Fix it อาชีวะจิตอาสา จากวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่และทั่วประเทศ เข้าฟื้นฟูทันทีหลังน้ำลด โดยตั้งเป้าปฏิบัติการ 30 จุดแรก ครอบคลุม ขนย้ายสิ่งของ ล้าง–ทำความสะอาดบ้านเรือน ตรวจซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า/รถจักรยานยนต์ฟื้นฟูพื้นที่ชุมชน
พร้อมเปิดศูนย์บริการคู่ขนานใน สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง โดยเน้นประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและด้านความมั่นคงเพื่อให้การช่วยเหลือปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
หลังการประชุม เลขาธิการ กอศ. ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านครูและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ มอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน โรงครัวอาชีวะสุราษฎร์ธานี ผลิตอาหารกล่องแล้วกว่า 15,000 กล่อง แจกจ่ายผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมเปิดรับการสนับสนุนกำลังคนและวัตถุดิบที่วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร. 074-212-300

ด้านส่วนกลาง สอศ. จัด คาราวานน้ำใจ 500 ชุด ประกอบด้วยถุงยังชีพ ยาสามัญ ผ้าห่ม และของจำเป็น ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ คืนนี้เพื่อส่งถึงมือพี่น้องชาวใต้โดยเร็ว นายยศพลย้ำว่า สอศ. จะปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ยืนเคียงข้างประชาชนจนกว่าวิกฤตจะผ่านพ้น พร้อมกำชับผู้ปฏิบัติงานดูแลความปลอดภัยและสุขภาพเป็นสำคัญ

ด้าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวชื่นชมการทุ่มเทของผู้บริหาร ครู และนักศึกษาทุกคน พร้อมย้ำว่าการลงแรงของอาชีวะอาสามีคุณค่ามหาศาลต่อชุมชนในยามยาก

 

ชัยภูมิ ชาวไร่อ้อยชัยภูมิกว่าพันคนประกาศ “เลิกเผาอ้อย” หันมารวมตัวกันทำ “การเกษตรอ้อยแปลงใหญ่” โดยใช้เทคโนโลยี 5 โมเดล” เพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างมีคุณภาพ 25/11/256เวลา 09.00 น. นาย อนันต์ นาคนิยม ผู้ราชการจังหวัดชัยภูมิ

  เปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568/9 ของสมาคมชาวไร่อ้อย ลูกเจ้าพ่อพญาแล  ประกอบด้วยคณะ กรรมการผู้บริหารสมาคม และนายสมหมาย ผิวอ่อน ผู้อำนายการ(จัดหาวัสถุดิบ)บริษัท น้ำตาลระยองจำกัด(ชย.) พร้อมชาวไร่อ้อย ณ บริษัทน้ำตาลระยอง ชัยภูมิ   อำเภอบำเหน็จณรงค์  จังหวัดชัยภูมิ  มีชาวไร่อ้อยทั้งจังหวัดชัยภูมิกว่า1,000 คนเข้าร่วมการประชุม โดยภายในสถานที่ประชุม  มีการจัดนิทรรศการ ความก้าวหน้าและความสำคัญด้าน เศรษฐกิจของประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกอ้อย อุปกรณ์การผลิตอ้อยที่ทันสมัย พันธุ์อ้อยหลายชนิดที่ให้ผลผลิตสูง  เครื่องมือเก็บเกี่ยวอ้อย  และงานวิชาการต่างๆด้วย

นายสมศักดิ์   ธุวารัตน์   นายกสมาคมชาวไร่อ้อย ลูกเจ้าพ่อพญาแล รายงานว่าสมาคมชาวไร่อ้อย ลูกเจ้าพ่อพญาแลเป็นสมาชิกของสมาคมชาวไร่อ้อยภาคอิสาน มีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 170,000 ไร่ เก็บผลิตผลแต่ละปีมากกว่า1,670,979,000 ตัน  เมื่อแปรรูปเป็นน้ำตาลจึงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำรายได้เข้าประเทศสูงมาก  การที่ชาวไร่อ้อยมารวมตัวกันกว่าพันคนในวันนี้

ด้วยจุดประสงค์ในการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์  มาเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆในการผลิต เทคโนโลยีใหม่อุปกรณ์การปลูกที่ทันสมัย พันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตสูง เป็นต้น  เพื่อลดต้นทุนการผลิตทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ยังนำเสนอให้เกษตรกรรวมตัวทำ “การเกษตรอ้อยแปลงใหญ่”  โดยใช้เทคโนโลยี 5 โมเดล” เพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างมีคุณภาพ คือ “ใช้เครื่องจักรกล  ปลูกอ้อยพันธุ์ดี ปรับปรุงบำรุงดิน  ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต  และส่งเสริมการปลูกอ้อยแบบยั่งยืน “

ท้ายสุดเกษตรกรทุกคน  ได้ปฎิญาณตนว่า “นับแต่นี้ต่อไป  เราจะร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม  งดการเผาอ้อย ลดฝุ่น  PM 2.5 ลดภาวะโลกร้อน เพื่อลูกหลานเราในอนาคตข้างหน้าพร้อมเป็นอยู่ของชุมชนแบบยั่งยืนต่อไป








 ภาพ/ข่าว_อุดม ลีหัวสระ

จ.ชัยภูมิ/รายงาน

_0933382500

สุรศักดิ์ฯ" รีเทิร์น " Return “ นั่งผู้ว่าฯหนองบัวลำภู อีกวาระพร้อมจับมือปัญจภาคีเครือข่ายพัฒนาหนองบัวลำภู ก้าวสู่ปีที่ 33 เพื่อเป้าหมายจังหวัดหนองบัวลำภู ก้าวไปอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศ

  วันนี้(28 พย.68)ผู้สื่อข่าวเข้าพบ นายสุรศักดิ์ อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ชั้น 4 ศูนย์ราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ในโอกาสที่กลับมานั่งในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู อีกวาระหนึ่งหลังจากก่อนหน้าที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เกือบ 1 ปี และเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เพียง 1 เดือนกว่า ก็มีคำสั่งให้กลับมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู อีกวาระหนึ่งโดยทราบว่าหลังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุรศักดิ์ อักษรกุล เลือกที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู อีกคำรหนึ่ง เพื่อที่จะขับเคลื่อนและสานต่อกับกิจกรรม/

โครงกาที่เป็นภารกิจหลังจากคิดและทำจนสร้างความประทับใจให้กับชาวหนองบัวลำภู และภารกิจแรกที่จะต้องดำเนินการนั้น การจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองจังหวัดหนองบัวลำภู ได้รับการสถาปนาเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู ครบรอบ 32 ปีเต็มในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ก่อนย่างเข้าสู่ปีที่ 33 รายการพากินพาเที่ยว จังหวัดหนองบัวลำภู “เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว”

ในโอกาสนี้ นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า“หนองบัวลำภู” เป็นจังหวัดหนึ่งของภาคอีสานตอนเหนือแยกตัวมาจากอุดรธานี ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2536 มาถึงวันนี้จังหวัดหนองบัวลำภูมีอายุ 32 ปีเต็ม(ย่าง 33 ปี)โดยในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 จะมีกิจกรรมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 7 แห่ง แล้วก็ได้คืนวันที่ 30 พฤศจิกายนปีนี้ จะเป็นกรณีพิเศษก็จะมีการปฏิบัติธรรมทุกอำเภอ นับรวมแล้ว 9,300 คนซึ่งปีนี้ก็จะกระจายไปตามอำเภอต่างๆ เพื่อเจริญพุทธมนต์ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง แต่ถ้าจะถามว่าใครเคยมาเที่ยวหนองบัวลำภู หรือรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ของหนองบัวลำภู คงมีไม่กี่คนที่ตอบได้ อาจเพราะด้วยความที่หนองบัวลำภู เป็นจังหวัดที่อยู่ท่ามกลาง 3 จังหวัดที่เป็นทั้งศูนย์กลางการเดินทางและการท่องเที่ยวอย่างอุดรธานี เลย และขอนแก่น จึงทำให้หนองบัวลำภู กลายเป็นเมืองผ่านที่น้อยคนนักจะแวะเที่ยวชม หนองบัวลำภู

นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวต่อว่าตนเองพร้อมปัญจภาคีเครือข่ายได้มีการประชุมพูดคุยเพื่อจัดทำปฏิทินกิจกรรม/โครงการในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือในรอบปีนี้นี่เรามีกิจกรรมที่จะพัฒนาจังหวัดของเรานี่เยอะมาก ผมได้กำหนดแนวทางที่จะทำร่วมกับพี่น้องทุกคนไว้คือสิ่งสำคัญในการพัฒนาเมือง ประกอบไปด้วย 4-5 ภาคส่วนส่วนแรกคือภาคราชการส่วนที่ 2 ก็คือสร้างเอกชนส่วนที่ 3 ก็คือพี่น้องประชาชนส่วนที่ 4 ก็คือสถาบันทางศาสนาและส่วนที่ 5 ก็คือพี่น้องสื่อมวลชนที่เราจะช่วยกัน
จะเห็นได้ว่าในรอบปีที่ผ่านมาเราพัฒนาเมืองของเราไปแบบก้าวกระโดดก็โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพราะฉะนั้นในปีนี้ผมได้คุยกับทางทุกส่วนแล้วเราได้ทำปฏิทินการท่องเที่ยวของจังหวัดเรามาเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาเยอะมากบางเดือนมีหลายกิจกรรม ผมจะยกเฉพาะกิจกรรมสำคัญๆเนื่องจากเมืองเราเป็นเมืองน่าอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องของการเกษตร ด้านการท่องเที่ยว  งานส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมประเพณีต่างๆซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นจุดดีของจังหวัดหนองบัวลำภูของเรา
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเราไม่มีภัยที่เป็นจากธรรมชาติ เหมือนที่อื่นปัญหาน้ำท่วมเราไม่เยอะปัญหาเรื่องภัยแล้งเราก็ไม่เยอะแล้วก็สิ่งสำคัญที่สุดจังหวัดหนองบัวลำภู ไม่เหมือนภาคอีสานบรรยากาศเหมือนทางเหนือกับทางใต้ขับเคลื่อนจังหวัดของเราก็เน้นในเรื่องของการเกษตรเน้นในเรื่องของการท่องเที่ยว เน้นในเรื่องของกีฬา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเป็นสินค้าที่สร้างชื่อให้กับจังหวัดหนองบัวลำภูของเรา

เริ่มที่สินค้าเกษตรเมื่อปีที่แล้วเราเน้นเรื่องผักหวานเรื่องเห็ด มะขามเปรี้ยวปีนี้เราจะมาทำในเรื่องของข้าวผัวหลง โดยความร่วมมือกับราชภัฏสวนสุนันทา ทำให้ข้าวมีราคาแพงกว่าปกติเช่นถ้าตลาดขายอยู่ราคาเท่าไหร่ก็แล้วแต่เราจะบวกเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 3 บาทเพื่อลดนำเข้านั้นมาแปรรูปไม่ว่าจะมาทำเป็นข้าวเคลือบสารขมิ้นอะไรต่างๆ รวมไปถึงจะแปรรูปเป็นสุรากลั่นที่ทำจากข้าวข้าวเหนียวซึ่งคุณภาพดีอีกด้วยในส่วนของอาหารการกินมียัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์" (Young Smart Farmer) ทำในเรื่องของแหนมหมูที่โนนสัง แล้วก็ปลาส้มสายเดี่ยวก็จะเป็นสินค้าที่ส่งในนามของที่ระลึกในบ้านเรา ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวเรามีไฮไลท์ที่เพิ่งเปิดตัวไปก็เรื่องของการวิ่งเทรลที่ได้รับความนิยมมากแต่รอบนี้เราจะอาจจะมีการวิ่งมากขึ้นอาจจะใช้เส้นทางระยะประมาณ 100 กม.ในโซนภูผาเพ

ในเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่โนนสังที่สะพานเชื่อมฮักตาดไฮ ตอนนี้ก็กลับมาสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้วแต่ก็จะขยายเพิ่มเราจะทำต่อไปอีกสะพานเพื่อเชื่อมไปอีกเกาะหนึ่งและในเกาะนั้นก็จะเป็นแหล่งเดินป่าสำรวจธรรมชาติได้อาจจะรวมไปถึงการตั้งแคมป์ที่จะพักแรมด้วยอันนี้ก็ก็เป็นเส้นทางนอกจากนั้นบริเวณหาดโนนยาวก็มีกิจกรรมเติมต่อเนื่องของเส้นทางท่องเที่ยวสิ่งสำคัญที่สุดก็เส้นทางท่องเที่ยวสายธรรมะของเรามีวัดที่มีครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหาจากทั้งทางจังหวัดแล้วก็ต่างประเทศมาปฏิบัติในพื้นที่ของเราเยอะอันนี้ก็เป็นจุดแข็งของเราส่วนหนึ่ง
นอกจากนั้นประเพณีปีที่ผ่านมาเราทำในเรื่องของการประเพณีสงกรานต์ประเพณีบุญบั้งไฟซึ่งปีนี้ก็ทำอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิมแล้วก็สมบูรณ์แบบงานสงกรานต์ออกแบบไปแล้วที่อำเภอเมืองปีที่แล้วเราใช้ชื่องานว่างานสักการะพระบางคู่เชิดชูวรรณกรรมสังข์สินชัย สงกรานต์ปีนี้ใช้ชื่องานว่าพระบางคู่เชิดชูวรรณกรรมผาแดงนางไอ่ ซึ่งได้ออกแบบมาแล้วงานไปแล้ว และก็สิ่งสำคัญที่สนามกีฬากลางจังหวัดก็จะเป็นสถานที่จัดงานประเพณี นอกจากนั้นก็จะมีการประกวดควายสวยงามในเดือนพฤษภาคมชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี
ในส่วนของงานกีฬาเด็กเยาวชนของเราเก่ง นักกีฬาไม่ว่าจะเป็นเรื่องมวยไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟุตบอลและปีนี้เราได้นำการแข่งขันกีฬาในระดับประเทศเข้ามาในจังหวัดเราหลายกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นปัญจสีลัต ระดับประเทศการแข่งขันเรือยาว เพราะฉะนั้นปีนี้ก็น่าจะเป็นปีทองของชาวหนองบัวลำภู ที่จะต้องด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ราชการเอกชนพี่น้องประชาชนสถาบันทางศาสนาและก็รวมถึงพี่น้องสื่อมวลชน
เพราะฉะนั้นก็ขอฝากพวกเราช่วยกันเป็นเจ้าภาพที่ดีที่จะต้องรองรับนักท่องเที่ยว ดูแลเรื่องความปลอดภัยดูแลเรื่องความสะอาดความสวยงามต่างๆช่วยกันเพื่อจะให้เศรษฐกิจของบ้านเราขับเคลื่อนไปได้ดี จากการที่เรามีต้นทุนเยอะไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางด้านวัฒนธรรมทาง ด้านศาสนาทางด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆรวมถึงกิจกรรมที่เกิดจากความสามารถของพวกเราไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ก็ขอเชิญชวนมาร่วมกันพัฒนาจังหวัดหนองบัวลำภูของเราให้ก้าวไปอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศให้ได้ผมเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของพวกเราทุกภาคส่วนจะทำให้จังหวัดของเราน่าอยู่แล้วก็ผู้คนมีความสุข ขอบคุณครับ



 สุภัชรกานต์ แก้วสิงห์ รายงานข่าวจากจังหวัดหนองบัวลำภู

นักศึกษาเตรียมศิลปะและการออกแบบ วทส. โชว์ผลงานสุดสร้างสรรค์ คว้ารางวัลเวที “เปิดบ้าน HUSOC CMRU 2569 x AI”

   อาจารย์อชิรวิชญ์ เชื้อคำ และ อาจารย์เมธปิยา คูหา วิทยาลัยเทคโนโลยีและสหวิทยาการ (วทส.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นำนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 หลักสูตร เตรียมศิลปะและการออกแบบ เข้าร่วมงาน เปิดบ้าน HUSOC CMRU 2569 x AI “รากของปัญญามนุษย์ สู่อนาคตของสังคม ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์” จัดโดยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 

นักศึกษาหลักสูตรเตรียมศิลปะและการออกแบบ วทส. ได้ร่วมแสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์  3 การแข่งขัน ได้แก่รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 การประกวดออกแบบแผนที่ภูมิศาสตร์ด้วย GIS นางสาววรวลัญช์ โอฬารสิริเจริญ และ นางสาวภัคจิรา นวลจันทร์ รางวัลชมเชย และ Popular Vote การประกวดสร้างโปสเตอร์ หัวข้อ






 

ปทุมธานี-สสส. โครงการ Safety food ร่วมกับ กรมอนามัย จัดเวทีสานพลังสังคม คนร้านอาหาร ชุมชน และโรงเรียน ลดโรค NCDs และปัจจัยเสี่ยง

  เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องชนกนันท์ โรงแรมเอบิน่าเฮ้าส์ กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์  รองอธิบดีกรมอนามัย พร้อมด้วย รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่  กรรมการบริหารแผน คณะที่ 5 สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) นางสาวนิรมล ราศรี ผู้อานวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.)  นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม และ ดร.ณัจยา แก้วนุ้ย   ผู้จัดการโครงการอาหารปลอดภัยฯ(Safety food)  ร่วมเปิดการประชุม “เวทีสานพลังสังคมคนร้านอาหารลดปัจจัยเสี่ยงและมอบป้ายร้านอาหารเข้าร่วมโครงการ “ร้านนี้ร่วมโครงการสุขภาพดี ลดหวาน มัน เค็ม”เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน และให้กำลังใจ ผู้ประกอบการธุรกิจค้าอาหาร สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัย คุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนการยกระดับคุณค่าอาหารไทยต่อผู้บริโภค ร่วมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรค NCDs ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพ ลดการเกิดโรค NCDs โดยมีภาคีเครือข่ายร้านอาหาร ชุมชน และโรงเรียน จาก 14 จังหวัด จำนวน 130 คน มีการบรรยายให้ความรู้ “นโยบายและทิศทางการควบคุมและป้องกัน NCDs ในมิติ 2:1:1 พลัส 6:6:1”จากนายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย และการบรรยายพิเศษให้ความรู้ เกี่ยวกับ “วิถีชีวิตสุขภาวะเริ่มต้นที่จานอาหาร : โอกาสของร้านอาหารไทยในการ ลดหวาน มัน เค็ม และเพิ่มทางเลือกสุขภาพ” โดยรศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ กรรมการบริหารแผน คณะที่ 5 สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.)

 นอกจากนี้มีการจัดเวทีเสวนาเรื่อง”

บทบาทของผู้ประกอบการร้านอาหารต่อการป้องกันและควบคุม NCDs”โดย อาจารย์ ดร.สง่า ดามาพงษ์  ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ นางพรนภา คำทอง        อุปนายกสมาคมการค้าธุรกิจอาหาร /นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม / นายสุชาติ        สุขเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย / นายสุพจน์ รื่นเริงกลิ่น นักนักโภชนาการชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย   และมีการมอบป้ายร้านอาหาร ที่มีเจตนารมย์เข้าร่วมโครงการ    “ร้านนี้ร่วมโครงการสุขภาพดี ลดหวาน มัน เค็ม” สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)กิจกรรมเวทีสานพลังสังคมคนร้านอาหารลดปัจจัยเสี่ยง  “โชว์ ชิม แชร์ เชื่อม อาหารปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ และ อร่อยได้...ไร้แอลกอฮอล์” โดยการจัดเมนูอาหารที่เด่นคนทั่วไปเข้าถึงสัมผัสได้ และสาธิตเมนูสุขภาพ จาก สมาชิกสมาคมการค้าธุรกิจอาหาร โดยตัวแทนร้านอาหาร 4 ภาค และชุมชน คลอง 8 ชุมชนธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

 ทางด้านดร.ณัจยา แก้วนุ้ย (ดร.จิ) ผู้จัดการโครงการอาหารปลอดภัยฯ (Safety food) (สสส.) กล่าวว่า”อาหาร นับว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นหนึ่งในสิ่งที่หากใส่ใจ ก็จะช่วยเลี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ ปัจจุบันผู้บริโภค ห่างไกลวัตถุดิบจากธรรมชาติ ติดรสชาต กินหวาน มัน เค็ม กินพืชผัก ผลไม้ น้อยลงและไม่เพียงพอในแต่ละวัน กินอาหารไม่ปลอดภัยมีการปนเปื้อนสารเคมี มากขึ้น และยังมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ปรุงอาหารกินเองน้อยลง ได้รับความรู้ และการเข้าถึงด้านโภชนาการลดลง ผลที่ตามมาคือ การเจ็บป่วยและตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) ดังนั้นวันนี้ทางโครงการจึง เชิญชวน ผู้ประกอบการค้าอาหาร ชุมชน และโรงเรียน เครือข่าย สสส.เข้าร่วมโครงการ รณรงค์ ลด หวาน มัน เค็ม และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs)”

   ด้าน รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สสส.

 ได้นำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะของประเทศ โดยมองว่าร้านอาหารเป็นจุดเชื่อมสำคัญของห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงผู้บริโภค การสนับสนุนร้านอาหารให้ปรับสูตร ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มเมนูที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ และใช้วัตถุดิบปลอดภัย คือยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยลดภาระโรค NCDs ในระยะยาว เน้นว่า สสส. มุ่งพัฒนาระบบอาหารที่ “ปลอดภัย เข้าถึงได้ เป็นธรรม และเอื้อต่อสุขภาพ” ผ่านการขับเคลื่อนต้นแบบร้านอาหารปลอดภัย โรงเรียน ชุมชน และตลาดเขียว ในหลายจังหวัด เพื่อขยายผลสู่ระดับประเทศอย่างเป็นระบบ เวทีครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดเมนูเพื่อสุขภาพในร้านอาหารอีกด้วย เป็นการร่วมกำหนดทิศทางเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่มาตรฐานร้านอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ปลอดภัย และอร่อยอย่างยั่งยืน

  นายวิษณุ ศรีทะวงษ์ ประธานมูลนิธิพลังสังคม กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้ ต้องขอบคุณร้านอาหารที่เป็นตัวอย่างที่ดีและทำให้เกิดธรรมเนียมในเชิงปฏิบัติแบบใหม่ ในขณะเดียวกันเราจะได้เห็นบทบาทร้านอาหารที่มากขึ้นในการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น การไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ หรือแม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ภัยพิบัติก็เป็นปัจจัยเสี่ยง ซึ่งร้านอาหารก็จะมีส่วนช่วยเพื่อนๆในหลาย พื้นที่ ที่เกิดภัยพิบัติ หรืออาจจะเป็นครัวกลาง ในชุมชนของหลายๆ พื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ ในเรื่องพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่จะถูกประกาศใช้แล้ว แต่ในระดับพื้นที่การปฎิบัติการ ของหน่วยที่อยู่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ติดตามดูในสถานการณ์ ยังดีขึ้น หน่วยงานจับมือกันแน่นขึ้น หน่วยงานหลายๆ ภาคส่วนยังเห็นความสำคัญของการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสงบ ความเรียบร้อยในพื้นที่จัดงาน ดังนั้นจึงอยากให้ภาคส่วนต่างๆ ยังคงเข้มงวด และควบคุมดูแล พื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยง ในการจัดงานอย่างต่อเนื่อง เราพบว่าในช่วงระยะเวลา สิบกว่าปีที่ผ่านมา การจัดงานไม่มีปัจจัยเสี่ยง 

อย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คนจะเที่ยวมากขึ้น หากมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์งานจะกร่อย คนรีบกลับบ้าน และส่งผลทางเศรษกิจแก่ผู้ประกอบการอีกด้วย






 ภาพ/ข่าว สหรัฐ แก้วตา/รายงาน

ปทุมธานี- CPRAM เปิดทุ่งทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6 รับลมหนาว ใกล้แค่เอื้อม 29 พ.ย. ถึง 10 ธ.ค. 68

พลาดไม่ได้! กับแลนด์มาร์กสุดปังต้อนรับลมหนาวใกล้กรุงเทพฯ เพียง 45 นาที! ผู้ว่าฯ ปทุมธานี นายเอกวิทย์ มีเพียร ชวนนักท่องเที่ยวร่วมงาน "ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6" ที่ ทุ่งทานตะวัน บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ลาดหลุมแก้ว
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ ทุ่งทานตะวัน บริษัท ซีพีแรม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธาน เปิดงาน พร้อม ชวนเช็กอิน ทุ่งทานตะวัน 5 ไร่ “ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6” ชวนสัมผัสทุ่งทานตะวันรับลมหนาว เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2568 ชวนนักท่องเที่ยวต้อนรับลมหนาวท่ามกลางธรรมชาติและสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนใกล้กรุงเทพฯ เพียง 45 นาที สร้างโมเมนต์สุดประทับใจกับกิจกรรมหลากหลายสำหรับทุกคน โดยมี นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ให้การต้อนรับ
โดย นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า “ซีพีแรม เป็นองค์กรที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วกันว่า เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ มีดินดี มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีผลิตผลทางการเกษตรที่หลากหลายและมากมาย บริษัท ซีพีแรม จำกัด เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน ได้เล็งเห็นความสำคัญของเกษตรกรรม ซึ่งเป็นฐานรากของห่วงโซ่อุปทานอาหาร เราจึงได้จัดตั้ง “ศูนย์วิชาการเกษตร ซีพีแรม” ขึ้น ดำเนินการศึกษาและทดลองด้านการเกษตร เพื่อนำเอาองค์ความรู้ถ่ายทอดและส่งเสริมเกษตรกรขึ้นมา ทำให้ปัจจุบันนี้เรามีเกษตรกรผู้เป็นพันธมิตร ในโครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” อยู่ทั่วประเทศ ในทุกที่ที่โรงงานซีพีแรมตั้งอยู่ อีกทั้ง ศูนย์วิชาการเกษตรซีพีแรม ยังมีอีกบทบาทหนึ่งในการสนับสนุนวิสัยทัศน์องค์กร ในการส่งมอบสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีต่อสังคม จึงได้ดำเนินงานโครงการทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหงขึ้น ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว โครงการนี้เป็นโครงการสร้างความสุข และให้ความรู้แก่ชุมชนและสังคม ทุกท่านสามารถมาชมและถ่ายรูปสวย ๆ งาม ๆ เป็นที่ระลึก ร่วมกับดอกทานตะวันและไม้ดอกนานาพันธุ์ สามารถมาศึกษาความรู้ด้านการเกษตรจากแปลงสาธิตการเกษตร โครงการยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน โดยมีร้านค้าชุมชนมาร่วมจำหน่ายผลิตผลของชุมชนอีกด้วย นับเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวตามฤดูกาลอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี”
ในปีนี้ ซีพีแรมเนรมิตทุ่งทานตะวันบนพื้นที่กว่า 5 ไร่ให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ใกล้กรุงเทพฯ ตอบโจทย์ทั้งสายเที่ยว สายถ่ายภาพ และทุกคนในครอบครัวที่มองหากิจกรรมกลางแจ้งร่วมกันในช่วงปลายปี ผู้มาเยือนจะได้เดินชมทิวทัศน์ทุ่งทานตะวันท่ามกลางแสงแดดอุ่น ๆ และอากาศเย็นสบายช่วงต้นฤดูหนาว เก็บภาพสวย ๆ แบบพาโนรามาหรือโพสต์ท่ากหรกหรราคคกราคคก ๆ แล้วเช็กอินลงโซเชียลได้ตลอดทั้งวัน พร้อมซึมซับความสดชื่นของธรรมชาติและสัมผัสวิถีเกษตรในพื้นที่ ซึ่งผูกพันกับโรงงานซีพีแรมมาอย่างยาวนาน
ภายในบริเวณงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมที่ทั้งสนุกและเปี่ยมสาระมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโซนจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากชุมชน ทั้งผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าแปรรูป โซนจัดแสดงพืชผักและไม้ดอกนานาชนิดให้ได้เดินชม-ช้อป-ชิลล์ กันแบบเพลิน ๆ รวมทั้งฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตรที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ และคนเมืองได้เห็นถึงกระบวนการเพาะปลูกของจริง นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังจะได้รับต้นกล้าผักและไม้ดอกนานาพันธุ์กลับไปปลูกที่บ้านฟรี! เพื่อช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวให้กระจายเป็นวงกว้าง ผ่านการนำแนวคิดเกษตรไปต่อยอดในชีวิตจริง”
ด้าน นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า “งานทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ในวันนี้ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 เป็นสิ่งที่ดียิ่งที่ภาคเอกชนได้จัดงานดังกล่าวขึ้น นับว่าเป็นงานประจำปีของชาวปทุมธานีก็ว่าได้ ซึ่งเป็นงานที่กระตุ้นการท่องเที่ยวท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นในชุมชนเป็นอย่างดี รวมถึงเป็นโครงการที่พัฒนาความเข้มแข็งให้กับชุมชนในทุกระดับได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมการท่องเที่ยวพื้นถิ่นปทุมธานี สร้างช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนชุมชน ในการนำความรู้และทรัพยากรในพื้นที่มาผลิตเป็นสินค้าและบริการ ให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้ และยกระดับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง พัฒนาช่องทางการตลาดเชื่อมโยงกับระบบพาณิชย์ สร้างพลังสังคม พลังชุมชน และสร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชน ต้องขอขอบคุณซีพีแรม ได้จัดงานดังกล่าวขึ้นมา สามารถขับเคลื่อนส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกทั้ง เป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนและของชาติต่อไป”
ผู้ที่สนใจสามารถเที่ยวชมงาน “ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6” ได้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00 น. - 18.00 น. ณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วมาสร้างทริปเที่ยวปลายปีของคุณให้ทั้งสนุก อิ่มใจ ใกล้ชิดธรรมชาติ พร้อมเก็บรูปสวยๆ กลับบ้าน และได้ร่วมสนับสนุนชุมชนเกษตรกรไทยให้เติบโตบนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของซีพีแรม



 สหรัฐ แก้วตา หน ข่าว ปทุมธานี รายงาน