ส.ว.สุทนต์ ชี้ไทยต้องมีกติกากำกับอินฟลูเอนเซอร์อย่างสมดุล เสนอจัดทำ Code of Conduct และใช้ AI เฝ้าระวังเนื้อหาหลอกลวง


วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมพิจารณาศึกษามาตรการกำกับดูแลจริยธรรมของอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ว่า ปัจจุบันผู้มีอิทธิพลบนสื่อออนไลน์มีบทบาทต่อการตัดสินใจของประชาชนในหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ การเงิน การลงทุน การซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของสังคม จึงจำเป็นต้องมีแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


นายสุทนต์ กล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ แพลตฟอร์มดิจิทัล และผู้เกี่ยวข้อง พบว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การควบคุมเนื้อหาหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่เป็นการกำหนดความรับผิดชอบของทุกฝ่ายในระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจากความเสี่ยงออนไลน์ ขณะเดียวกันยังคงรักษาเสรีภาพในการสื่อสารและการสร้างสรรค์เนื้อหาไว้ได้อย่างเหมาะสม


“การกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรมุ่งไปที่การควบคุมความคิดหรือการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่ควรเน้นการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีการโฆษณาสินค้า การชักชวนลงทุน หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ” นายสุทนต์ กล่าว


ทั้งนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงในหลายด้าน อาทิ การโฆษณาสินค้าและผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง การชักชวนลงทุนที่อาจเข้าข่ายหลอกลวง การซื้อขายสินค้าผ่าน Live Commerce การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการเนื้อหาที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายต่อสังคม


นายสุทนต์ เห็นว่า ประเทศไทยควรพิจารณาจัดทำ “Influencer Code of Conduct” หรือแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ในระดับประเทศ เพื่อเป็นมาตรฐานกลางในการดำเนินงานของผู้สร้างเนื้อหา รวมถึงพัฒนาระบบเปิดเผยผลประโยชน์ทางการค้า (Disclosure) สำหรับเนื้อหาที่ได้รับค่าตอบแทนหรือมีความเกี่ยวข้องกับการโฆษณา เพื่อให้ประชาชนสามารถแยกแยะข้อมูลเชิงพาณิชย์ออกจากความคิดเห็นส่วนบุคคลได้อย่างชัดเจน


นอกจากนี้ ยังควรศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง AI Monitoring Center เพื่อสนับสนุนการตรวจจับเนื้อหาหลอกลวง ข่าวปลอม การหลอกลวงด้านการเงิน และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ Deepfake ที่อาจสร้างความเสียหายต่อประชาชนและความมั่นคงของประเทศ


ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาครั้งนี้จะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงออนไลน์ การกำกับดูแลอย่างได้สัดส่วนตามระดับความเสี่ยง และการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยและเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต


Cr. ภาพ/ข่าว : เลขานุการ อนุ กมธ ICT วุฒิสภา

ทีมข่าวNEWS24:รายงาน

ใหม่กว่า เก่ากว่า