เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. 69 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวว่า พบปลิงชมพูจำนวนมหาศาลถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยชายหาดสวนสน ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง จนแนวชายหาดยาวหลายร้อยเมตรกลายเป็นสีแดงอมชมพู สร้างความแตกตื่นและความสนใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักผ่อนเป็นจำนวนมาก จึงลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อม นายธเนศ มั่นน้อย ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1, นายประฐมพงษ์ พัดสอน ผู้อำนวยการทรัพยากรทางทะเลระยอง และเจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน ตลอดจนเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1
ที่เกิดเหตุพบปลิงสีชมพูแดงจำนวนมหาศาลนับล้านตัวถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยกระจายเต็มแนวชายหาดสวนสน จนมองเห็นเป็นสีแดงเถือกตัดกับผืนทรายอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพและบันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นที่ระลึก เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่า ปกติในช่วงที่มีมรสุมหรือพายุคลื่นลมแรง มักพบสัตว์ทะเลจำพวกหอย ปู หรือสัตว์หน้าดินบางชนิดถูกซัดขึ้นฝั่ง แต่ครั้งนี้กลับพบปลิงทะเลจำนวนมหาศาลเกยชายหาด ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยากและไม่เคยปรากฏในปริมาณมากเช่นนี้มาก่อนในพื้นที่
นายธเนศ มั่นน้อย ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 เปิดเผยว่า สัตว์ที่พบคือ “ปลิงทะเล” (Sea Cucumber) โดยเฉพาะกลุ่มปลิงทะเลสีชมพู หรือที่เรียกกันว่า “ปลิงชมพู” หรือ “ปลิงหนามชมพู” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cercodemas anceps เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นท้องทะเล มีลักษณะลำตัวอ่อนนุ่ม ทรงกระบอกคล้ายแตงกวาหรือไส้กรอก ผิวหนังมีตุ่มหรือหนามขนาดเล็ก สีสันตั้งแต่ชมพูสดไปจนถึงแดงส้ม
ทั้งนี้ ปลิงทะเลมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล เนื่องจากทำหน้าที่ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตและอินทรียวัตถุต่าง ๆ บนพื้นทราย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “แม่บ้านแห่งท้องทะเล” ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศใต้ทะเลให้มีความสมบูรณ์
นายธเนศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้คาดว่าเกิดจากอิทธิพลของพายุและคลื่นลมแรงในทะเล ทำให้ปลิงทะเลที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลถูกกระแสน้ำและคลื่นซัดเข้ามาเกยชายหาดจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบเห็นได้ยาก อย่างไรก็ตาม ขอให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง เพราะปลิงทะเลบางชนิดอาจปล่อยสารเพื่อป้องกันตัวเอง และอาจทำให้ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายเกิดอาการระคายเคืองได้
ปรากฏการณ์ “ปลิงชมพูนับล้านตัวเกยหาดสวนสน” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งภาพธรรมชาติอันน่าทึ่งของท้องทะเลระยอง ที่ดึงดูดความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของสภาพอากาศและระบบนิเวศทางทะเลที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด.
ที่เกิดเหตุพบปลิงสีชมพูแดงจำนวนมหาศาลนับล้านตัวถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยกระจายเต็มแนวชายหาดสวนสน จนมองเห็นเป็นสีแดงเถือกตัดกับผืนทรายอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพและบันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นที่ระลึก เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่า ปกติในช่วงที่มีมรสุมหรือพายุคลื่นลมแรง มักพบสัตว์ทะเลจำพวกหอย ปู หรือสัตว์หน้าดินบางชนิดถูกซัดขึ้นฝั่ง แต่ครั้งนี้กลับพบปลิงทะเลจำนวนมหาศาลเกยชายหาด ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยากและไม่เคยปรากฏในปริมาณมากเช่นนี้มาก่อนในพื้นที่
นายธเนศ มั่นน้อย ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 เปิดเผยว่า สัตว์ที่พบคือ “ปลิงทะเล” (Sea Cucumber) โดยเฉพาะกลุ่มปลิงทะเลสีชมพู หรือที่เรียกกันว่า “ปลิงชมพู” หรือ “ปลิงหนามชมพู” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cercodemas anceps เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นท้องทะเล มีลักษณะลำตัวอ่อนนุ่ม ทรงกระบอกคล้ายแตงกวาหรือไส้กรอก ผิวหนังมีตุ่มหรือหนามขนาดเล็ก สีสันตั้งแต่ชมพูสดไปจนถึงแดงส้ม
ทั้งนี้ ปลิงทะเลมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล เนื่องจากทำหน้าที่ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตและอินทรียวัตถุต่าง ๆ บนพื้นทราย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “แม่บ้านแห่งท้องทะเล” ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศใต้ทะเลให้มีความสมบูรณ์
นายธเนศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้คาดว่าเกิดจากอิทธิพลของพายุและคลื่นลมแรงในทะเล ทำให้ปลิงทะเลที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลถูกกระแสน้ำและคลื่นซัดเข้ามาเกยชายหาดจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบเห็นได้ยาก อย่างไรก็ตาม ขอให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง เพราะปลิงทะเลบางชนิดอาจปล่อยสารเพื่อป้องกันตัวเอง และอาจทำให้ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายเกิดอาการระคายเคืองได้
ปรากฏการณ์ “ปลิงชมพูนับล้านตัวเกยหาดสวนสน” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งภาพธรรมชาติอันน่าทึ่งของท้องทะเลระยอง ที่ดึงดูดความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของสภาพอากาศและระบบนิเวศทางทะเลที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด.










