
นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ปัญหาการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับประเทศ แต่เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือโครงการพัฒนาที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน หากปล่อยให้การทุจริตเกิดขึ้นโดยไม่มีระบบเฝ้าระวังและป้องกันที่เข้มแข็ง ย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงได้กำหนดให้การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหน่วยงานเจ้าภาพในการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ
จากยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดภายหลังยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560–2564) สิ้นสุดลง รัฐบาลได้เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนงานต่อต้านการทุจริตในระดับพื้นที่ให้มีความต่อเนื่องและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 รับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการจัดตั้ง คณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ระดับจังหวัด เพื่อเป็นกลไกนำแผนแม่บทไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
กลไกดังกล่าวมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคสื่อมวลชน และภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน
ทำไมต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแกนหลัก
ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้บริหารสูงสุดของจังหวัด มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติราชการของหน่วยงานในพื้นที่ และเป็นผู้เชื่อมโยงนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติการกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการผลักดันฯ จึงสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การต่อต้านการทุจริตไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานตรวจสอบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภารกิจของทั้งจังหวัด

นอกจากนี้ยังช่วยให้การบูรณาการข้อมูล ความร่วมมือ และการแก้ไขปัญหาการทุจริตในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีเอกภาพมากขึ้น
ภารกิจสำคัญของคณะกรรมการผลักดันฯ
คณะกรรมการผลักดันฯ ระดับจังหวัด ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดประชุมหรือรายงานผลเท่านั้น แต่มีบทบาทสำคัญในการ
-จัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตระดับจังหวัด
-กำกับติดตามสถานการณ์การทุจริตและประพฤติมิชอบในพื้นที่
-วิเคราะห์ข้อมูลคดีทุจริตและประเด็นความเสี่ยงของหน่วยงานภาครัฐ
-ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต
-สร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกฝังค่านิยมสุจริตแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน
-ติดตามผลการดำเนินงานและรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสำคัญคือการลดจำนวนคดีทุจริตในพื้นที่และยกระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยในระยะยาว
ประชาชนคือหุ้นส่วนสำคัญของการต้านโกง การต่อต้านการทุจริตจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว
หลายกรณีที่นำไปสู่การตรวจสอบและดำเนินคดี เริ่มต้นจากข้อมูลของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตเห็นความผิดปกติของโครงการก่อสร้าง การใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า หรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ดังนั้น การสร้างเครือข่ายภาคประชาชน การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการมีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย จึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการทุจริตในระดับจังหวัด
กลไกจังหวัดคือรากฐานของประเทศโปร่งใส
หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่าความสำเร็จของการต่อต้านการทุจริตไม่ได้วัดจากจำนวนคดีที่จับได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการป้องกันไม่ให้การทุจริตเกิดขึ้น
คณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ ระดับจังหวัด จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบเฝ้าระวังจากฐานราก เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
เมื่อทุกจังหวัดมีความเข้มแข็งในการป้องกันการทุจริต ประเทศไทยก็จะมีโอกาสก้าวสู่เป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ คือการเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และปราศจากการทุจริตอย่างยั่งยืน
เพราะการต้านโกงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของคนทั้งชาติ และจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด คือการสร้างความเข้มแข็งจากระดับจังหวัดสู่ระดับประเทศ
ทีมข่าวNEWS24:รายงาน