​สว.สุทนต์ เผยทีวีดิจิทัลไทย…จะเดินต่ออย่างไรหลังปี 2572



นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า การยื่นหนังสือของสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) และผู้ประกอบการโทรทัศน์ต่อ กสทช. เพื่อเรียกร้องให้เร่งจัดทำ “แผนแม่บทกิจการโทรทัศน์ภายหลังสิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572” มิได้เป็นเพียงข้อเสนอจากภาคธุรกิจเท่านั้น หากยังเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำหนดทิศทางอนาคตของระบบสื่อสารมวลชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันเหลือเวลาไม่ถึง 3 ปี ก่อนที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลง แต่ประเด็นสำคัญหลายประการยังคงรอความชัดเจนจากภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลภายหลังปี 2572 จะมีการต่ออายุใบอนุญาตหรือไม่ จะมีการกำหนดรูปแบบการอนุญาตในลักษณะใด


โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินจะมีแนวทางการพัฒนาและบทบาทในอนาคตอย่างไรและที่สำคัญ ประเทศไทยจะกำหนดบทบาทและสถานะของ “โทรทัศน์สาธารณะ” อย่างไร ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นจากแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก


ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่ประเทศจำเป็นต้องมีแนวนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เนื่องจากกิจการโทรทัศน์มิใช่เพียงธุรกิจเชิงพาณิชย์ หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสารที่มีความสำคัญต่อประเทศ ในภาวะปกติ โทรทัศน์ทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่สำคัญ เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร การศึกษา และความบันเทิงสำหรับประชาชน ขณะที่ในภาวะวิกฤต โทรทัศน์ยังคงเป็นเครื่องมือด้านความมั่นคง เป็นช่องทางในการแจ้งเตือนภัยพิบัติ และเป็นกลไกการสื่อสารฉุกเฉินของภาครัฐที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง


ด้วยเหตุนี้ หากปราศจากการวางแผนล่วงหน้าอย่างเหมาะสม ประเทศอาจเผชิญกับภาวะสุญญากาศทางนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน การจ้างงาน การผลิตเนื้อหา ตลอดจนความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมโดยรวมขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมสื่อได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแพลตฟอร์ม OTT และบริการสตรีมมิงข้ามชาติได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในตลาดสื่อไทย แต่กลับมีต้นทุนและภาระด้านการกำกับดูแลที่แตกต่างจากผู้ประกอบการโทรทัศน์ภายใต้กฎหมายไทย ผู้ประกอบการโทรทัศน์ต้องรับภาระค่าธรรมเนียม ค่าบริหารจัดการคลื่นความถี่ ค่าบริการโครงข่าย และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านเนื้อหาอย่างเคร่งครัด ในขณะที่แพลตฟอร์มต่างประเทศหลายแห่งสามารถเข้าถึงผู้ชมชาวไทยได้โดยไม่ต้องรับภาระในระดับเดียวกัน


ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าประเทศไทยควรมีการกำกับดูแล OTT หรือไม่ แต่เป็นการพิจารณาว่าจะสามารถสร้าง “ความเป็นธรรมทางการแข่งขัน” ได้อย่างไรหลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มปรับปรุงกฎหมายและกรอบการกำกับดูแลด้านสื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่ โดยยึดหลักการว่าผู้ให้บริการที่แข่งขันอยู่ในตลาดเดียวกันควรอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่มีความสมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมประเทศไทย เองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ สิ่งที่ กสทช. ควรเร่งดำเนินการ คือ การประกาศ Roadmap กิจการโทรทัศน์ไทยหลังปี 2572 ให้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งเรื่องใบอนุญาต เทคโนโลยี โครงข่าย การแข่งขัน และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงบริการฟรีทีวี


การมีแผนแม่บทไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ แต่การไม่มีแผนเลย คือความเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายต่อทั้งอุตสาหกรรมและประเทศเพราะอนาคตของโทรทัศน์ไทยไม่ใช่เรื่องของผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย แต่เป็นเรื่องของระบบสื่อสารสาธารณะ ความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสาร และอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศไทยในอนาคต เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Broadcasting ไปสู่ยุค Streaming ประเทศไทยจึงต้องมีคำตอบว่า เราจะปล่อยให้อนาคตของสื่อไทยถูกกำหนดโดยกระแสตลาดโลกเพียงอย่างเดียว หรือจะร่วมกันออกแบบอนาคตที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำตอบนั้นไม่ควรรอถึงปี 2572 แต่ควรเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้


ทีมข่าวNEWS24:รายงาน

ใหม่กว่า เก่ากว่า