โดยในปีนี้ สถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ อาทิ อำเภอพร้าว อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง และ อำเภอไชยปราการ โดยเฉพาะอำเภอเชียงดาว ซึ่งพบจุดความร้อนและการเผาในปริมาณสูง
ทั้งนี้ จากงานวิจัยพบว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้น และในพื้นที่ที่มีการเผาในระดับสูง อัตราการเสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นถึง 3.5% โดยคาดว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 700 ราย เมื่อเทียบกับภาวะปกติ
นอกจากนี้ ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา อำเภอเชียงดาวยังติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงในระดับโลก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว เช่นเดียวกับในอำเภอพร้าว ที่ปรากฏภาพในสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีเด็กเกิดอาการเลือดกำเดาไหลจากผลกระทบของฝุ่น PM2.5
ส.ส.สุภานันท์จึงเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาประกาศให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเขตภัยพิบัติ ครอบคลุมทั้ง 25 อำเภอ เพื่อให้สามารถสั่งการและบริหารจัดการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอขั้นตอนเพิ่มเติม
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้มีการทบทวนนโยบายการจัดการไฟป่า เช่น นโยบาย “ห้ามเผา” และ “จุดความร้อนเป็นศูนย์” ว่าสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ รวมถึงควรมีมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่า เพื่อลดการสะสมที่เป็นสาเหตุของไฟป่ารุนแรง ตลอดจนหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรโดยไม่ต้องใช้วิธีเผา
นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่าประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการป้องกันตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาหน้ากาก N95 หรือเครื่องฟอกอากาศ ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยอาจเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันได้อย่างจำกัด
“ประชาชนต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการแจกหน้ากากในทุก ๆ ปี ชาวเชียงใหม่ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่ต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันซ้ำซากในทุกฤดู” ส.ส.สุภานันท์กล่าว
ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น จังหวัดน่าน



