ซึ่งก่อนหน้านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบเบื้องต้น และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ให้ร่วมกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวศิริลักษณ์ วิศวรุ่งโรจน์ อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา รายงานว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบก่อนหน้านี้พบว่า ผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานคัดแยกวัสดุที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ตาม พรบ. โรงงาน โดยมีพื้นที่อาคารโรงงาน 744 ตารางเมตร และพื้นที่ประกอบกิจการรวม 8,000 ตารางเมตร และมีการอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรรวม 588 แรงม้า สำหรับคัดแยกเศษกระดาษ พลาสติก โลหะ ยาง ผ้า ไม้ และแก้ว โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ห้ามรับขยะชุมชน และเครื่องจักรบดวัสดุต้องติดตั้งในห้องที่มีระบบป้องกันเสียง
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำพื้นที่บ่อขยะชุมชนมาบริหารจัดการรวมกับพื้นที่โรงงาน ประมาณ
70 ไร่ ซึ่งกรณีดังกล่าว ผิดเงื่อนไขตามใบอนุญาต แต่ถึงแม้ว่าการฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าวจะไม่มีบทลงโทษโดยตรง แต่สามารถออกคำสั่งทางปกครองให้แก้ไขได้ และหากไม่ปฏิบัติตาม อาจมีโทษตามกฎหมายต่อไป รวมถึงประเด็นรูปแบบอาคารที่อาจไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต ซึ่งในเบื้องต้นได้ให้คำแนะนำให้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว และผู้ประกอบการอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเงื่อนไขในใบอนุญาต
นอกจากนี้ ได้มีการแนะนำแนวทางการจัดการขยะชุมชนอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหากลิ่นเหม็นที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
ในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รายงานว่าได้มีการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากแหล่งมลพิษดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในโอกาสนี้ รมช. จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลและให้คำแนะนำผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องให้เป็นไปตามเงื่อนไขในใบอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อีกในระยะยาว









