มีนายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รอง ผวจ.กาญจนบุรี รอง ผวจ.กาญจนบุรี นางสาวกมลชญา ประเสริฐสิน ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี นายอากรชัย อวยพรชัยรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า นายไพฑูรย์ อินทรบุตร หน.สปป.1 ภาคกลาง นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ นายสมคิด สิริรัตน์ หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี และนายวรุณ จันทร์สว่าง หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าสลักพระ-เอราวัณ นายวสันต์ สุนจิรัตน์ ประธานสภาลมหายใจ จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงเจ้าหน้าที่อุทยานฯในสังกัด สบอ.3 (บ้านโป่ง)เจ้าหน้าที่ทหารกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ เจ้าหน้าที่ มทบ.17 เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.กาญจนบุรี เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วม
ทั้งนี้ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อสร้างการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในระดับพื้นที่ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่า ที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและเป็นวาระแห่งชาติ
โดยหน่วยงานราชการในพื้นที่ และเครือข่ายภาคประชาชนทุกภาคส่วน ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน นอกจากจะเป็นการสร้างการรับรู้ และการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานแบบบูรณาการแล้ว ยังช่วยสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชนในท้องถิ่น ให้รับทราบถึงผลกระทบที่เกิดจากไฟป่า อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจในหลักการ ขั้นตอนวิธีการป้องกันและเเก้ไขปัญหาไฟป่า ได้อย่างมีระบบ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับมาตรการการบังคับใช้กฎหมายนั้น จังหวัดกาญจนบุรีได้ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3(บ้านโป่ง) ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบกลุ่มป่าที่ 12 รอบเขื่อนศรีนครินทร์ได้เข้าใจถึงบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรงซึ่งประชาชนต่างก็รับรู้และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรและที่โล่ง และที่สำคัญประชาชนทุกหมู่บ้านทุกตำบล ต่างก็ทราบถึงปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี คาดว่าหลังจากสิ้นสุดฤดูกาลของการเกิดไฟป่าช่วงวันที่ 30 เม.ย.2569 สภาพอากาศจะดีขึ้นกว่าปี 2568 ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ด้านนายราชันย์ บัวตรี ผอ.สบอ.3(บ้านโป่ง) กล่าวว่าด้วยสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ที่พบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและมีค่าเกินมาตรฐานอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินงานและบูรณาการการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละออง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งมีนโยบายและข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการด้วยความ “รวดเร็ว ตรงเป้าเข้าถึงพื้นที่ มีประสิทธิภาพสูงสุด” โดยขับเคลื่อนผ่านกลไกการบริหารจัดการ 3 ระดับได้แก่ ระดับชาติ ระดับภาคหรือเขตปกครอง และระดับจังหวัด
โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกอบด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการจัดการไฟป่า การจัดชุดปฏิบัติการชุดลาดตระเวน และจัดตั้งจุดเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง และการ กำหนดเป้าหมายปี พ.ศ.2569 พื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ป่าจะต้องลดลงร้อยละ 40 จากพื้นที่เผาไหม้เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังสำหรับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ และประสบปัญหาไฟป่าและหมอกควันรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักเกิดจากบางพื้นที่ มีการเผาวัชพืชเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรทำให้เกิดไฟลุกลามเข้าไปในป่า และอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากการลักลอบเผาป่าเพื่อเก็บหาของป่าหรือล่าสัตว์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
ดังนั้นเพื่อให้เกิดการทำงานบูรณาการอย่างมีส่วนร่วมเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อสร้างการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในระดับพื้นที่ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้กับชุมชนในท้องถิ่น ได้รับทราบถึงผลกระทบที่เกิดจากไฟป่า โดยมีผู้เข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ จำนวนประมาณ 250 คน
ในการนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการอย่างเป็นเอกภาพ ผ่านเครือข่ายศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน หรือ War Room ทั้งในระดับกรม ระดับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ และระดับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ รวมทั้งสิ้น 406 หน่วย เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
โดยมีการแต่งตั้งให้นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นหัวหน้าศูนย์ฯ กำกับดูแลการปฏิบัติงานทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ยังได้ขานรับนโยบายจากคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และการควบคุมการเผาในที่โล่งอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังได้วางมาตรการคุมเข้มในพื้นที่เสี่ยง 14 กลุ่มป่า ภายใต้ยุทธศาสตร์การทำงานแบบ “ไร้รอยต่อ”โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ปรึกษา คณะทำงานชุดนี้จะทำหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยไม่แบ่งแยกขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการกำลังพลและเครื่องจักรเครื่องมือร่วมกับกองทัพ จังหวัด และภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด ขณะที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1-16 และสาขาทั่วประเทศ ได้รายงานความพร้อมทั้งด้านอัตรากำลังและวัสดุอุปกรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมปฏิบัติการทันทีตามแผนงานปีงบประมาณ 2569 ต่อไป
ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา ไหลวารินทร์







