กรุงเทพฯ – 27 มกราคม 2568 – การขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความท้าทายเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องตอบดำเนินไปพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งการลดคาร์บอน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการขยายผลระยะยาว
ในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้นำเสนอความก้าวหน้าของโรงกลั่นชีวภาพครบวงจร (Biorefinery) ในฐานะตัวอย่างของการลงมือทำจริง ที่แสดงให้เห็นว่าความยั่งยืนสามารถพัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างมูลค่าและขยายผลได้ในระดับอุตสาหกรรม ผ่านการเปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้วสู่เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง
GC เป็นผู้บุกเบิกการผลิต SAF เชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพที่ใช้เทคโนโลยี Co-processing เปลี่ยนน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ให้กลายเป็นพลังงานสะอาดและวัตถุดิบชีวภาพ โดยเลือกปรับปรุงและต่อยอดโรงกลั่นเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาเมื่อเทียบกับการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ กระบวนการดังกล่าวได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ISCC CORSIA ซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดถึง 85% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ตอกย้ำกลยุทธ์ธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำที่สามารถดำเนินการได้จริงBiorefinery โรงกลั่นชีวภาพที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาด
ท่ามกลางแรงกดดันด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก GC ใช้ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านโรงกลั่นชีวภาพครบวงจร โดยเริ่มต้นด้วยกำลังการผลิต SAF 6 ล้านลิตรต่อปี และมีแผนขยายสู่ 24 ล้านลิตรต่อปีในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 60,000 ตันต่อปี
นอกเหนือจาก SAF โรงกลั่นชีวภาพแห่งนี้ยังสามารถผลิตเคมีภัณฑ์ชีวภาพและพลาสติกชีวภาพมูลค่าสูงกว่า 10 ชนิด อาทิ Bio-Propylene วัตถุดิบที่เหมาะนำไปผลิตของเล่นเด็กและชิ้นส่วนยานยนต์ Bio- Butadiene สำหรับผลิตยางรถยนต์ และ Bio-PTA สำหรับผลิตพลาสติก PET ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าวัสดุจากฟอสซิล แต่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
คุณพรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีขั้นต้นและขั้นกลาง GC กล่าวว่า “น้ำมันพืชใช้แล้วที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย
สามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์ได้ด้วยเทคโนโลยี Biorefinery แบบ Co-processing ของ GC เพื่อผลิต SAF และยังต่อยอดไปสู่วัสดุชีวภาพอย่าง Bio-Circular Polypropylene หรือ Bio-PP ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าพลาสติกทั่วไป ใช้ได้ตั้งแต่ถาดอาหาร ผ้าอ้อมเด็ก ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม และสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ในอนาคต แนวทางนี้สะท้อนว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอน แต่คือการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเลียม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างแท้จริง”ทั้งนี้ ประเทศไทย โดยกรมธุรกิจพลังงาน เดินหน้าประกาศข้อกำหนดมาตรฐานและสเปก SAF และกำหนดให้เริ่มผสม SAF ในเชื้อเพลิงอากาศยาน ที่ระดับ 1% ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นมา เพื่อรองรับทิศทางการบินคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีโรดแมปในการเพิ่มสัดส่วนการผสม SAF อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าขยับไปสู่ 5–8% ตั้งแต่ปี 2576 เป็นต้นไป โดย GC พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน SAF ของประเทศ ผ่านการพัฒนาโซลูชันและความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อช่วยเพิ่มการผลิตและการใช้งานจริงสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า พลาสติกชีวภาพที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
GC ยังร่วมมือกับ บริษัท เอชเอ็มซี โปลิเมอส์ จำกัด หรือ HMC Polymers เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด Designed for Circularity เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยส่งมอบวัตถุดิบชีวภาพไปพัฒนาเป็น Bio-Circular Polypropylene หรือ Bio-PP ผ่านเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISCC PLUS พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Full Traceability)
คุณคอร์โซ อูซีลลี่ ประธาน HMC Polymers กล่าวว่า “ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นที่บริษัทเดียว แต่เริ่มจากความร่วมมือ HMC Polymers นำวัตถุดิบจาก GC มาเปลี่ยนเป็นพลาสติก Bio-PP เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่อยู่รอบตัวเรา เช่น ขวดนมเด็ก ถาดอาหาร และของเล่น
ช่วยลดการพึ่งพาปิโตรเลียมและสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้จริงในชีวิตประจำวัน”
“ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เริ่มจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่ HMC Polymers เรานำวัตถุดิบจาก GC มาเปลี่ยนเป็นพลาสติก Bio-Circular Polypropylene (Bio-PP) ที่สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่อยู่รอบตัวเรา อาทิ ขวดนมเด็ก ถาดอาหาร และของเล่น ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาปิโตรเลียมและสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้จริง
“การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เริ่มจากสิ่งยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากเม็ดพลาสติกเล็ก ๆ เพียงเม็ดเดียว และจากพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการรวบรวมน้ำมันใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิต เพื่อร่วมกันสร้างโลกและอากาศที่สะอาดขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง” คุณคอร์โซ กล่าวเพิ่มเติม
จากครัว...สู่เครื่อง: พันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมสร้างความยั่งยืน
โครงการความร่วมมือ ‘จากครัว…สู่เครื่อง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศโรงกลั่นชีวภาพของ GC เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงนำร่องโครงการเมื่อเดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2568 GC และเครือข่ายพันธมิตรในจังหวัดระยอง สามารถรวบรวม UCO ได้ 7.09 ตัน นำไปผลิต SAF ได้ 1.75 ตัน สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 5,654 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ชี้ให้เห็นศักยภาพของการขยายโครงการในวงกว้าง
GC จึงได้ขยายความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเพิ่มจุดรวบรวม UCO ในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ พร้อมสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และสนับสนุนเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินคาร์บอนต่ำของอาเซียน
คุณพรรคพงษ์ กล่าวเสริมว่า “เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นในวงกว้าง GC ได้ริเริ่มโครงการ ‘จากครัวสู่เครื่อง’ โดยผสานความมือร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชนในจังหวัดระยอง สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชนอย่างสายการบิน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรวบรวมน้ำมันใช้แล้วจากครัวเรือนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่แล้วกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ”
การมีส่วนร่วมของ GC ในเสวนาพิเศษ ‘From Kitchen to Creation: The Biorefinery Journey of Tomorrow’ บนเวที Spark Talk ในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 สะท้อนบทบาทขององค์กรที่ไม่ได้มองความยั่งยืนเป็นเพียงเป้าหมายเชิงนโยบาย แต่เป็นกลไกการเติบโตทางธุรกิจที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
====================





