กรมราชทัณฑ์ภายใต้นโยบายของพ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญ กับการบริหารงานราชทัณฑ์ให้ทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการขับเคลื่อนภารกิจด้านการพัฒนาพฤตินิสัยและการฟื้นฟูผู้ก้าวพลาด เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณค่า ในการดำเนินโครงการและกิจกรรมสำคัญตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (Quick Win) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2568 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานราชทัณฑ์ให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ควบคู่กับ
การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังเพื่อเสริมสร้างโอกาสในการคืนคนดีสู่สังคม ได้แก่
การขับเคลื่อนตามรอยพระยุคลบาทและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กรมราชทัณฑ์ได้น้อมนำพระบรมราโชบายและหลักการทรงงานมาเป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติราชการ โดยความคืบหน้าสำคัญประกอบด้วย การขับเคลื่อนโครงการพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” ตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. 2568 ดำเนินการอบรมผู้ต้องขัง รวม 19,431 ราย ตลอดจนการดำเนินงานข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ตามโครงการกำลังใจในพระดำริฯ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งมีเรือนจำและทัณฑสถาน จำนวน 107 แห่ง ที่ดูแลผู้ต้องขังหญิง
ยกระดับการดูแลคุณภาพชีวิต การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (หลักสูตร 5 เดือน) ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริฯ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชร กิติยาภา ซึ่งมีผู้ต้องขังเข้ารับการอบรมกว่า 1,200 คน นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ผู้ต้องขัง โดยการพัฒนา “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
สำหรับการยกระดับระบบการแก้ไขฟื้นฟูและสร้างโอกาสในการกลับสู่สังคม กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านโครงการ “ศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ (CARE)” มีผู้ต้องขัง ผู้พ้นโทษ ประชาชน เข้ารับบริการ รวม 30,060 ราย และสามารถส่งผู้ต้องขังออกไปทำงานในสถานประกอบการภายนอกได้ตามเป้าหมาย แม้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนี้ยังมีการเสริมสร้างทักษะอาชีพผ่านโครงการ “ช่างอาสาสร้างสุข” และกิจกรรม “ราชทัณฑ์ช่วยเหลือสังคม” มีประชาชนจำนวน 10,656 คน เข้ารับการบริการซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า กับผู้ต้องขังกว่า 1,200 คน ที่เป็นช่างอาสา จากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการนำผู้ต้องขังออกไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากภาคประชาชน และมีการนำเครื่องมือติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) มาใช้บริหารจัดการผู้ต้องขังภายหลังการปล่อยตัว เพื่อความปลอดภัยของสังคมอย่างสูงสุด
นอกจากนี้ยังมี โครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษ Read for Release ขับเคลื่อนการอ่านหนังสือประกอบการเลื่อนชั้นในปีงบประมาณ 2569 มีเรือนจำ/ทัณฑสถานนำร่อง จำนวน 61 แห่ง มีผู้ต้องขังเข้าร่วมโครงการฯ ในรอบเดือนธันวาคม 2568 จำนวน 1,607 คน การพัฒนากฎหมายและการพัฒนาระบบงานยุติธรรม เพื่อให้การบริหารงานราชทัณฑ์มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ กรมราชทัณฑ์ได้นำนวัตกรรมมาปรับใช้ อาทิ การทดลองระบบ “ตู้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (DOC
Prompt Post)” เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างผู้ต้องขังและญาติ ซึ่งได้รับผลตอบรับในระดับดีมากจากการนำร่องใน 5 เรือนจำ นอกจากนี้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ยังให้ตระหนักถึงความสำคัญในการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำโดยมีเป้าหมาย 131 แห่ง
กรมราชทัณฑ์ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบาย ‘ยกระดับระบบการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด’อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อเปิดโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ที่เคยก้าวพลาด ให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และร่วมเสริมสร้างความเข้มแข็งในการให้ความช่วยเหลือให้ครอบคลุม อันเป็นการคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

