บุรีรัมย์ 3 พ่อแม่ลูกเหยื่อรถไฟมรณะที่บาดเจ็บแต่ชื่อโผล่เสียชีวิต เตรียมทำบุญสะเดาะเคราะห์หลังรอดตาย 3 พ่อแม่ลูกชาวบุรีรัมย์ เหยื่อรถไฟสายมรณะที่ได้รับบาดเจ็บแต่มีรายชื่อโผล่เป็นผู้เสียชีวิต เตรียมนิมนต์พระทำบุญสะเดาะเคราะห์ หลังรอดตายจากเหตุโศกนาฏกรรม เล่านาทีสุดทะเทือนใจภาพคนเจ็บเสียชีวิตยังติดตา วอนผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบเงินสด 1 หมื่น ที่ชาร์ทมือถือ และยาพ่อแม่หาย ลั่นใช้บริการรถไฟมาตลอดเพราะมั่นใจความปลอดภัย วอนเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีก

 (15 ม.ค.69)   ชาวบ้านและญาติพี่น้องต่างพากันไปให้กำลังใจและผูกแขนรับขวัญ  คุณตาถวิล   สิงห์ทอง  อายุ 82 ปี , ยายบุญเลี้ยง   สิงห์ทอง  อายุ 76 ปี  และนางปราณี  สิงห์ทอง  อายุ 52 ปี  สามพ่อแม่ลูกชาวตำบลหนองตาด  อำเภอเมือง  จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ เครนที่ใช้ในการก่อสร้างทางยกระดับรถไฟรางคู่พังถล่ม ทับรถไฟสายกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี    ช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น – สถานีสีคิ้ว  อำเภอสีคิ้ว จ.นครราชสีมา  เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (14 ม.ค.69)   เป็นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 32 ศพ และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก    

ซึ่งทั้งสามพ่อแม่ลูกได้โดยสารมากับขบวนรถไฟสายดังกล่าว  และได้รับบาดเจ็บ   โดยคุณตาถวิล มีแผลตามแขน ขา และเจ็บซี่โครงด้านขวา  ส่วนคุณยายบุญเลี้ยง  มีแผลฉกรรจ์ที่ข้อเท้าข้างขวา เย็บ 6 เข็ม ทั้งยังมีแผลและรอยช้ำตามร่างกายหลายจุด    ขณะที่นางปราณี  ลูกสาว มีแผลที่หว่างคิ้วเย็บ 4 เข็ม  ทั้งมีรอยยุบที่หน้าผาก และมีอาการปวดศรีษะ จากการลอยกระแทกอย่างแรง

ซึ่งทั้งสามพ่อแม่ลูกเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  แต่กลับมีรายชื่อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตทำให้ญาติพี่น้องต่างตกใจ   ซึ่งทั้งคนก็ขอยืนยันผ่านสื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ แค่บาดเจ็บเท่านั้น    

เบื้องต้นได้ถูกนำตัวส่ง รพ.สีคิ้ว   และเดินทางกลับมาบ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์แล้ว  แต่พ่อยังมีอาการเจ็บชายโครง  ส่วนลูกสาวก็ปวดศรีษะจากการกระแทกอย่างรุนแรง   ล่าสุดวันนี้ทางเทศบาลตำบลหนองตาด  จึงได้ให้หน่วยกู้ชีพไปรับตัวทั้งสามพ่อแม่ ลูก ไปตรวจเอ็กซเรย์อย่างละเอียด และล้างแผลที่ รพ.บุรีรัมย์

สอบถามนางปราณี   สิงห์ทอง   ลูกสาว  เล่าให้ฟังว่า  วันที่ 12 ม.ค.69  ได้พาพ่อ และแม่ เดินทางด้วยรถไฟเพื่อไปตรวจโรคประจำตัวตามหมอนัดที่ รพ.แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะพ่อเป็นทั้งเบาหวาน  ความดัน และโรคไต  ส่วนแม่เป็นโรคหัวใจโต และกรดไหลย้อน  หลังจากตรวจรับยาเสร็จ ตอนเช้าวันที่ 14 ม.ค.69  ก็พาพ่อแม่ขึ้นรถไฟ ที่สถานีรถไฟดอนเมืองเพื่อเดินทางกลับบ้านที่บุรีรัมย์  แต่พอมาถึงจุดเกิดเหตุเครนที่กำลังก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงพังทับขบวนรถไฟที่โดยสารมา   จนตกรางและเกิดไฟลุกไหม้  ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บหลายราย   ตกใจมากควันจากเปลวไฟคละคลุ้งจนแทบมองไม่เห็น

ตอนเกิดเหตุตัวเองตัวลอยกระแทกอย่างแรงจนมีเลือดไหลอาบใบหน้า  ก็รีบตะโกนถามพ่อแม่ว่าเป็นยังไงบ้าง  เป็นห่วงพ่อแม่มากแต่พอทราบว่ายังมีชีวิต  ก็รีบพาลงจากรถเพราะตอนนั้นมีไฟไหม้โบกี้ที่สอง ส่วนตนกับพ่อแม่อยู่โบกี้ที่สาม    ก็พากันตะเกียกตะกายออกจากซากรถไฟ   และพยายามบอกให้ชาวบ้านแถวนั้นไปช่วยคนเจ็บที่อยู่บนรถไฟด้วย  

ยอมรับว่าภาพเหตุการณ์ทั้งคนเจ็บ คนเสียชีวิตยังติดตา   แต่ครอบครัวตนยังโชคดีที่รอดชีวิตมาได้  หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว  ก็ตั้งใจจะนิมนต์พระมาทำบุญสะเดาะเคราะห์ที่บ้าน

เพราะครอบครัวตนเองมีรายชื่อเป็นผู้เสียชีวิตแต่ยืนยันว่าแค่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น    ก็รู้สึกสลดใจและสงสารคนที่เสียชีวิตกับเหตุการณ์ครั้งนี้   ตนกับครอบครัวเชื่อมั่นว่าการเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยที่สุดแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงแบบนี้ ถือว่ารถไฟสายมรณะ   ก็อยากให้การรถไฟหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นซ้ำอีก   ทั้งนี้ก็อยากให้ผู้เกี่ยวรับผิดชอบ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวมีเงินสดของพ่อที่พกติดตัวไป 10,000 บาท  ที่ชาร์ทโทรศัพท์มือถือของตนเอง  เสื้อผ้า  และยาของพ่อกับแม่ที่เพิ่งรับมาจาก รพ.หายไปด้วย
     สุรชัย    พิรักษา / บุรีรัมย์
 

ใหม่กว่า เก่ากว่า