(22 ม.ค.69) จ่าสิบเอกแดง เติดประโคน อาสาสมัครทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่บ้านโคกงิ้ว ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อ หลังจากช่วงไปปฏิบัติหน้าที่เป็นแนวหน้าอยู่สนามรบปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตั้งแต่ช่วงที่มีการสู้รบกับกัมพูชารอบแรก เมื่อเดือน ก.ค.68 ส่วนภรรยาก็อพยพไปอยู่บ้านญาติที่ต่างจังหวัด ไม่มีใครอยู่เฝ้าบ้าน แต่พอวันที่ 14 ก.ย.68 ซึ่งสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สงบลงแล้ว จึงได้ขอลากลับไปดูบ้าน พอกลับไปเห็นสภาพบ้านถึงกับเข่าทรุด เมื่อพบว่าทั้งประตู หน้าต่างถูกงัดได้รับความเสียหาย เมื่อตรวจสอบภายในบ้านก็พบว่าทรัพย์สินมีค่า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้าน อาทิ พระเครื่องเก่าแก่ที่เก็บสะสมตั้งแต่รบราชการหากตีเป็นมูลค่าคาดว่าประมาณ 1 ล้าน 5 แสนบาท รวมถึงเตาแก๊ส และของกินที่อยู่ในบ้านก็ถูกขโมยไปเกือบหมด และช้ำใจคือคนร้ายยังอุจจาระทิ้งไว้ในบ้านให้ดูต่างหน้าอีกด้วย จากนั้นจึงได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านกรวด เพื่อให้ช่วยติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี และติดตามทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปคืน
ซึ่งนอกจากจะแจ้งความกับตำรวจไว้แล้ว ด้วยความที่กลัวว่าทรัพย์สินโดยเฉพาะพระเครื่องเก่าแก่ที่ถูกขโมยไป จะไม่ได้กลับคืนมา จึงได้พยายามติดตามเองในส่วนหนึ่งโดยไปตระเวนถามตามร้านเช่าบูชาพระเครื่อง ก็ไปพบพระเครื่องของตนเองที่ถูกนำไปขายจริงๆ ซึ่งทางร้านเมื่อทราบว่าเป็นของตนเองก็ให้กลับคืนมาส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้คืน
จากนั้นก็หาข้อมูลว่าใครเป็นคนนำพระเครื่องที่ขโมยไปๆ ขาย จนทราบว่าเป็นใครจากนั้นก็ซัดทอดว่าคนที่ไปงัดบ้านและเข้าไปขโมยทรัพย์สินในบ้านมีทั้งหมด 5 คน ชาย 4 คน หญิง 1 คน เป็นเยาวชนอายุระหว่าง 13 – 17 ปี จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมานำตัวไปสอบสวน ซึ่งทั้งหมดก็ยอมรับว่าได้ร่วมกันก่อเหตุจริง โดยเตาแก๊สได้นำไปขายที่ร้าน ซึ่งมีผู้ปกครองของเด็กที่ก่อเหตุพาไปขายด้วย
แต่หลังจากแจ้งความ จนถึงปัจจุบันผ่านไปกว่า 4 เดือนแล้ว คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่รู้จะเอาผิดได้หรือไม่อย่างไร เพราะผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน
แล้วทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปใครจะรับผิดชอบ และผู้ปกครองของเด็กบางคนที่พาเอาทรัพย์สินไปขาย จะต้องมีความผิดหรือรับผิดชอบด้วยหรือไม่
จ่าแดง เล่าด้วยความน้อยใจว่า ตนเองทำหน้าที่ดูแลปกป้องแผ่นดินอยู่แนวหน้า รบกับเขมรมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่กลับต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้
จากนั้นทีมข่าวได้ไปสอบถาพนักงานอบสวน สภ.บ้านกรวด ที่เป็นเจ้าของคดี ก็ให้ข้อมูลว่าตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่หลังจากผู้เสียหายมาแจ้งความก็ได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ ไม่สามารถติดต่อได้ จึงยังไม่ได้ประสานไป ส่วนเยาวชนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ก็ต้องมีการสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพเพราะเป็นเด็ก ยืนยันว่าตำรวจดำเนินการขั้นตอน และหากมีพยานหลักฐานว่าผู้ปกครองของเด็กคนใดมีส่วนกระทำผิดด้วย ก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นกัน
สุรชัย พิรักษา / บุรีรัมย์





